วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศึกภาษีสรรพสามิตแอลพีจี

ประเด็นการออกมาล่ารายชื่อในโลกออนไลน์ ของสมาคมธุรกิจก๊าซรถยนต์ไทย ให้ได้ถึงล้านรายชื่อ

 เพื่อคัดค้านการยกเลิกการใช้แอลพีจีในรถยนต์ภายใน 1-2 ปีที่อ้างว่านายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นคนพูด รวมถึงการคัดค้านการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตแอลพีจีภาคขนส่ง ที่กระทรวงพลังงานกำลังชงให้กรมสรรพสามิตดำเนินการ ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นปฏิบัติการดับเครื่องชน ของกลุ่มผู้ประกอบการติดตั้งถัง และอุปกรณ์แอลพีจี ที่เป็นแกนนำในการเคลื่อนไหวครั้งนี้กับรัฐบาล

ที่ต้องเปิดหน้าออกมาชกเหมือน”หมูไม่กลัวน้ำร้อน”ครั้งนี้เพราะพวกเขาเห็นว่า สัญญาณที่รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีส่งออกมานั้น กระทบต่อการทำธุรกิจแอลพีจีในภาคขนส่งทั้งระบบ โดยเฉพาะธุรกิจรับติดตั้งถังและอุปกรณ์แอลพีจี นั้นได้รับผลกระทบหนักกว่าใคร เพราะยอดการติดตั้งที่มีแนวโน้มลดลงอยู่แล้วจากราคาน้ำมัน ก็ยิ่งลดต่ำลงไปอีก ว่ากันว่าธุรกิจที่กำลังจะขยายแฟรนไซส์ออกไปในต่างจังหวัดนั้น ต้องหยุดชะงัก เนื่องจากผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจ

บรรดาผู้ประกอบการทั้งปั๊มแอลพีจี ,ผู้ค้ามาตรา7, โรงงานผลิตถังและอุปกรณ์แอลพีจี และอู่รับติดตั้งอื่นๆ ต่างมีความวิตกกังวลในแนวนโยบายที่รัฐบาลกำลังคิดดำเนินการ เพราะพวกเขาเห็นว่าหากมีการยกเลิกการใช้แอลพีจีในภาคขนส่งจริง ธุรกิจที่เคยมีเม็ดเงินหมุนเวียนอยู่หลายหมื่นล้านบาทที่พวกเขาทำมาหากินกันอยู่ต้องพังทลายลงในไม่ช้า

อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน วิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ ซึ่งเป็นกรมที่กำกับดูแลการประกอบธุรกิจแอลพีจี ออกมาชี้แจงและยืนยันว่าในเจตนาและเนื้อหาที่นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์พูดนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะให้มีการยกเลิกการใช้แอลพีจีในภาคขนส่งภายใน1-2ปีอย่างที่ทางสมาคมหยิบเอามาเป็นประเด็นเพื่อคัดค้าน เพราะหลักการที่ กพช.ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์ เป็นประธาน ให้ความเห็นชอบนั้นเป็นแต่เพียงต้องการปรับภาษีสรรพสามิตของเชื้อเพลิงแต่ละประเภทให้มีความเป็นธรรมโดยคำนวนถึงค่าความร้อนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ใช้ทุกกลุ่มเท่านั้น ดังนั้นที่บอกว่าธุรกิจแอลพีจีทั้งระบบจะได้รับผลกระทบ4.5หมื่นล้านบาทจึงไม่เป็นความจริง

อธิบดี เปรียบเทียบตัวเลขให้เห็นชัดๆว่า หากมีการขึ้นภาษีสรรพสามิตแอลพีจีภาคขนส่งที่จะปรับขึ้นไปอีกประมาณ2.50ต่อลิตรตามค่าความร้อนที่คำนวณออกมาได้ จะทำให้ราคาแอลพีจีขนส่งอยู่ที่เคยอยู่ลิตรละ14บาท ปรับขึ้นมาอยู่ลิตรละ16.50บาทเท่านั้น ซึ่งยังเป็นราคาที่ถูกกว่าน้ำมันอยู่มากกว่า10บาทต่อลิตร ดังนั้น คนที่ใช้แอลพีจีอยู่แล้วที่มีอยู่ประมาณ1ล้านคัน คงจะไม่มีใครเปลี่ยนกลับมาใช้น้ำมัน ปั๊มแอลพีจี จึงยังคงทำธุรกิจได้ดีอยู่ และค่าการตลาดแอลพีจีไม่ได้ลดลง ไม่เช่นนั้น จะเห็นปั๊มจะแข่งกันแจกน้ำดื่มให้กับลูกค้าได้อย่างไร

ที่ยอมรับว่าจะกระทบก็จะมีบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งถังและอุปกรณ์เท่านั้นที่ลูกค้าใหม่อาจจะลดลงไปจากเดิม โดยประเด็นที่อธิบดีวิฑูรย์ ฝากทิ้งท้ายไปถึงนายกสมาคมุรกิจก๊าซรถยนต์ไทยคือ ขอให้คนกลุ่มนี้เห็นแก่ประเทศชาติบ้าง เพราะในช่วงที่รัฐอุดหนุนราคาแอลพีจีไว้ให้นั้น ทำให้คนกลุ่มนี้ทำธุรกิจร่ำรวยอย่างรวดเร็วเพราะคนแห่มาใช้เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นแอลพีจีกันมาก เพราะราคาแอลพีจีถูกกว่าน้ำมันมาก มาเที่ยวนี้ที่รัฐจะขอขึ้นภาษีสรรพสามิตเพื่อความเป็นธรรมให้กับกลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างและผู้ใช้เบนซินบ้าง คนกลุ่มนี้ก็แค่รวยช้าลงเท่านั้น

ต่างพูดกันคนละที ไม่ยอมตั้งโต๊ะเจรจา แถมไม่ลดราวาศอกกันแบบนี้เห็นท่า “ศึกขึ้นภาษีสรรพสามิตแอลพีจีภาคขนส่ง”ครั้งนี้ ประชาชนคงจะได้ดูหนังม้วนยาว ระหว่างสมาคมธุรกิจก๊าซรถยนต์ไทยกับกรมธุรกิจพลังงาน เป็นแน่แท้