พัฒนาการทางเศรษฐกิจ กับ เสถียรภาพทางการเมืองและประชาธิปไตย (2)
1.ยุคหลัง รสช. (พ.ศ. 2535-2538) เป็นยุคหลังการปฏิวัติโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2534 ในทางการเมือง ยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างรวดเร็ว และเกิดสภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ โดยในปี 2535 ประเทศไทย มีรัฐบาล 3 ชุด (ชุดที่ 47 – 49) โดยพรรคประชาธิปัตย์โดยการนำของ นายชวน หลีกภัย ได้รับช่วงการบริหารราชการแผ่นดินต่อจากคณะรัฐบาลชุดที่ 49 ของนายอานันท์ ปันยารชุน ต่ออีก 3 ปี ในระหว่างยุคการเมืองสีเขียวดังกล่าว พบว่าปัจจัยสำคัญภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจคือ การเปลี่ยนแปลงตลาดและสกุลเงินของสหภาพยุโรป ที่เป็นปัจจัยสำคัญทางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ โดยจะเห็นได้ว่า ยุคนี้เป็นยุคที่เริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535 – 2539) และ ได้มีการเริ่มกิจกรรมวิเทศธนกิจ (BIBF) ในปี 2536 ซึ่งมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเปิดเสรีทางการเงินในประเทศไทยในเวลาต่อมา
2. ยุคต้มยำกุ้ง (พ.ศ.2539-2543) เป็นช่วงรอยต่อของการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 และ ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540-2544) ซึ่งในช่วงเวลานี้ วิกฤตการณ์ระลอกใหม่ได้ย้ายจากภาคการเมืองไปสู่ภาคเศรษฐกิจ โดยปี ใน2540 ถือได้ว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครึ่งสำคัญที่สุดปีใหม่ในระยะเวลา 15 ปี ภายใต้แกนเวลาที่กำหนด กล่าวคือ เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในระดับโลกและในระดับประเทศต่างเกิดขึ้นในปีดังกล่าว เช่น ความสำเร็จในการโคลนนิ่ง (Cloning) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หรือ แกะดอลลี่ ในประเทศสหราชอาณาจักรการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 การเกิดโรคติดต่อทางอากาศ (ไข้หวัดนก) เป็นครั้งแรก และที่สำคัญที่สุด การเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในเดือนสิงหาคม 2540 อันเป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษกิจการเมืองระลอกใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทย โดยการล่มสลายของภาคอสังหาริมทรัพย์ได้แพร่กระจายไปยังภาคบริการ การเงินและเงินทุน จนนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนเงินตรา ที่ทำให้พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเปิดทางให้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาแก้ไขปัญหาแทน โดยในปลายปี 2543 คณะรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย ประกาศยุบสภา อันเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร แม้ว่าอัตราการไหลเวียนของเงินทุนจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นบ้างก็ตาม
3.ยุคทักษิโณมิกส์ (พ.ศ. 2544-2549) การประสบชัยชนะของพรรคไทยรักไทย โดยการนำของ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้เปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ การเมือง และ สังคมไทยขนานใหญ่ และได้นำพาประเทศไปสู่ความท้าทายในการปรับตัวต่อกระแสโลกและกระแสต่างๆ ภายในประเทศอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน สภาพทางเศรษฐกิจของไทยโดยรวมมีความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเด็นด้านภูมิภาคภิวัตน์ (Regionalization) และการกระจายอำนาจ (Decentralization) บนพื้นฐานความหลากหลายและอัตลักษณ์ถิ่น กลายเป็นปัจจัยเร่งสำคัญในเชิงบวกและในเชิงลบไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความแตกต่างทางวัฒนธรรม กระบวนทัศน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ และเกิดความชัดเจนในขั้วความคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง โดยสอดรับกับเหตุการณ์ก่อการร้ายในระดับโลก คือ เหตุการณ์ 9/11 ในเดือนกันยายน ปี 2544 ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงต้นปี 2547 และ พิบัติภัยสึนามิในจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ในปลายเดือนธันวาคมปีเดียวกันความขัดแย้งทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์เศรษฐกิจ ทำให้เกิดการรัฐประหารโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติในวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งเท่ากับเป็นการปิดฉากการเมืองรัฐบาลพรรคเดียวที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย
4.ยุค คมช.(พ.ศ. 2549-2550) หลังจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในวันที่ 19 กันยายน 2549 ประเทศไทยก็ได้เข้าสู่ทางแยกแห่งการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนทางการเมืองอีกครั้ง ปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัวและเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เป็นปัจจัยสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่และจะมีอิทธิพลต่อการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะเป็นภารกิจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดต่อไปในการเข้ามาทำหน้าที่แก้ไขปัญหาดังกล่าว
5.ยุคทศวรรษแห่งความขัดแย้งทางการเมืองอันเป็นผลพวงของรัฐประหาร 2549 จนถึงการรัฐประหาร คสช. 2557 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยไทยช่วงเกือบทศวรรษนี้ต่ำกว่าศักยภาพ โดยสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เศรษฐกิจไทยเติบโตติดลบหรือหดตัว อันเป็นผลจากปัญหาวิกฤตการณ์สินเชื่อซับไพร์ม และต่อมาได้ลุกลามสู่ปัญหาวิกฤตการณ์หนี้สินยูโรโซน ในปีพ.ศ.2554 เกิดมหาอุทกภัยในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์เศรษฐกิจขยายตัวได้เพียง 0.1% และในไตรมาสสี่ติดลบถึง -9% ทั้งๆ ที่ปีก่อนหน้าปี พ.ศ. 2553 เศรษฐกิจเติบโตถึง 7.8% และในปีที่เกิดวิกฤตการณ์การเมืองล่าสุด Shut Down กรุงเทพฯ เศรษฐกิจไทยก็เติบโตได้เพียง 0.9% ต่ำกว่าศักยภาพจริงๆ ของเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก ขณะที่ประเทศสมาชิกอาเซียนขยายตัวได้เฉลี่ย 5% กว่าๆ ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2551-2557 มีการชุมนุมของกลุ่มการเมืองต่างๆ มีการบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ (กรณีกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์) ยึดศูนย์กลางธุรกิจสี่แยกราชประสงค์ (กรณีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์) ยึดสถานที่ราชการและปิดถนนสายสำคัญในกรุงเทพมหานคร (กรณีกลุ่ม กปปส) ผู้นำรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกตัดสินโดยศาลรัฐธรรมนูญให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ (กรณีรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และ กรณีรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์) นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร (กรณีรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) รัฐบาลในแต่ละชุดในช่วงดังกล่าวจึงไม่ได้วางรากฐานทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันหรือแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากนัก แม้นว่ารัฐบาลในช่วงเวลาดังกล่าว จะพยายามผลักดันโครงการและนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การลงทุนระบบรางและการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ช่วงเวลาดังกล่าวยังเป็นช่วงเวลาที่พรรคการเมืองต่างแข่งขันกันใช้นโยบายประชานิยมเพื่อหวังชนะการเลือกตั้ง โดยที่บางนโยบายได้ก่อให้เกิดปัญหาภาระทางการคลัง หากไม่มีการบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้ดี อาจเกิดวิกฤตการณ์หนี้ภาครัฐขึ้นในอนาคตได้หากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพ
อ่านต่อพรุ่งนี้






