ช่วงวันจันทร์นี้ถึง 30 มิ.ย.จะเป็นช่วงระทึกใจของตลาดการเงินโลกอีกครั้ง เพราะเป็นเงื่อนเวลาที่ข้อตกลงระหว่างกรีซ
ในฐานะประเทศลูกหนี้กับกลุ่มเจ้าหนี้ปล่อยกู้ คือ กลุ่มสหภาพยุโรป กองทุนเงินระหว่างประเทศ และธนาคารกลางยุโรป จะต้องมีข้อยุติในเงื่อนไขการปล่อยวงเงินกู้ให้กรีซในรอบสัญญาต่อไป เพื่อให้สามารถให้เงินกู้กับกรีซได้ต่อ เพราะรัฐบาลกรีซมีเงินภาระหนี้ที่ต้องชำระอยู่ 1.7 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ ภายใน 30 มิถุนายนนี้ ซึ่งถ้าชำระไม่ได้ กรีซก็จะผิดนัดชำระหนี้ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว และถ้าเกิดขึ้นก็จะสร้างความโกลาหลให้กับตลาดการเงินโลกพอควร รวมถึงโอกาสที่กรีซอาจจะต้องออกจากกลุ่มยูโรโซนไม่ว่าจะเป็นความต้องการของกรีซเอง หรือถูกกดดันในฐานะที่ไม่มีวินัยในการแก้ไขปัญหาหนี้ วันนี้จึงอยากเขียนเรื่องนี้ว่าทางออกในเรื่องนี้น่าจะเป็นอย่างไร
ปัญหากรีซเป็นเรื่องที่ลากยาวมาจากวิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลกปี 2009 และขณะนี้ผ่านไปเกือบหกปี ปัญหาของกรีซก็ยังแก้ไขไม่ได้ แม้จะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากกลุ่มผู้ปล่อยกู้มาแล้วตั้งแต่ปี 2010 ถ้าจะให้สรุปปัญหาของกรีซขณะนี้มีดังนี้
1.กรีซได้เข้าขอความช่วยเหลือกองทุนการเงินระหว่างประเทศครั้งแรก ตั้งแต่ปี 2010 และข้อตกลงการปล่อยกู้ให้ความช่วยเหลือฉบับปัจจุบัน ที่ได้มีการต่ออายุจะสิ้นสุดปลายเดือนนี้ คือ วันที่ 30 มิถุนายน จำเป็นต้องมีการบรรลุข้อตกลงการปล่อยกู้ใหม่ เพื่อกลุ่มเจ้าหนี้จะได้สามารถปล่อยเงินกู้ให้กรีซได้
2.ณ สิ้นเดือนนี้ กรีซมีภาระหนี้ที่ต้องชำระกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เป็นจำนวน 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีภาระหนี้ที่ต้องชำระกับธนาคารกลางยุโรปอีก 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ทำให้กรีซต้องมีเงินอย่างน้อย 9.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อชำระหนี้ช่วงสามเดือนข้างหน้า แต่สภาพคล่องที่กรีซมีตอนนี้อาจไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ดังกล่าว
3.ข้อตกลงใหม่กับกลุ่มเจ้าหนี้ ถ้าตกลงกันได้จะทำให้กรีซมีวงเงินใหม่ที่สามารถเบิกได้จากกลุ่มเจ้าหนี้นี้อย่างน้อย 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วงสามเดือนข้างหน้า ดังนั้น ข้อตกลงจึงจำเป็นเพื่อให้กรีซมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะชำระหนี้และหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้
ล่าสุดถึงวันพฤหัสบดีที่ส่งต้นฉบับบทความนี้ การเจรจาข้อตกลงใหม่ระหว่างรัฐบาลกรีซกลับกลุ่มเจ้าหนี้ยังหาข้อยุติไม่ได้ ประเด็นสำคัญที่ทำให้การเจรจาหาข้อยุติไม่ได้ ก็คือรัฐบาลกรีซไม่ยอมรับเงื่อนไขการปล่อยกู้ในข้อตกลงใหม่ที่เป็นเงื่อนไขให้รัฐบาลกรีซต้องปฏิบัติเพื่อให้ได้เงินกู้ซึ่งได้แก่
หนึ่ง ตัดทอนรายจ่ายของรัฐบาล ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการ (pension) ซึ่งเป็นรายจ่ายที่รัฐบาลมีพันธะต้องจ่ายให้ประชาชนกรีซ
สอง ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อหารายได้ และ
สาม ปฏิรูปตลาดแรงงานให้กลไกตลาดสามารถปรับอัตราค่าจ้างขึ้นลงได้
ทั้งสามเงื่อนไขรัฐบาลกรีซปัจจุบันรับไม่ได้ เพราะมองว่าเป็นเงื่อนไขสุดโต่งที่จะทำให้คนในประเทศยิ่งเดือนร้อนมากขึ้นและซ้ำเติมภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจที่กรีซมีอยู่
ตรงกันข้ามรัฐบาลกรีซต้องการให้กลุ่มเจ้าหนี้ผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยกู้ ให้มีการลดหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อลดภาระหนี้ชำระหนี้ โดยมองว่าเงินกู้ที่กรีซเบิกได้จากเจ้าหนี้แต่ละงวดไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะต้องใช้เงินที่เบิกได้ส่วนใหญ่ชำระดอกเบี้ยเงินกู้ทำให้กรีซจะต้องเป็นลูกหนี้เรื่อยไป ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจถดถอยที่มีอยู่ก็ไม่มีเครื่องมือแก้ไข จึงไม่ยอมตกลงกับเงื่อนไขตามที่กลุ่มเจ้าหนี้เสนอ
การเจรจาได้ทอดยาวมานานจนกลุ่มเจ้าหนี้เอง ก็แสดงอาการหมดความอดทนกับท่าทีของรัฐบาลกรีซที่ไม่ยอมตกลง จนมีข่าวว่าได้มีการเตรียมการรับมือกับสถานการณ์ ความโกลาหลที่อาจเกิดขึ้น ในกรณีที่มีการผิดนัดชำระหนี้ หรือกรณีที่กรีซอาจจะออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มยูโรโซน คือ ไม่ใช้เงินยูโรเป็นสกุลเงินของกรีซ แต่หันไปมีระบบอัตราแลกเปลี่ยนและสกุลเงินของตนเองแทน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับประเทศที่เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มยูโรโซน
คำถามก็คือจากนี้ไปทางเลือกที่อาจเกิดขึ้นทั้งดีและไม่ดีมีอะไรบ้าง และในแต่ละทางเลือกผลต่อเศรษฐกิจกรีซและกลุ่มประเทศยูโรโซนจะเป็นอย่างไร
ในเรื่องนี้ตลาดการเงินได้มีการประเมินและมองว่าปัญหาของกรีซ อาจลงเอยหรือจบลงได้เป็นสามกรณีตั้งแต่รุนแรงน้อยไปถึงรุนแรงมาก
ความเป็นไปได้แรก คือ รัฐบาลกรีซยอมรับตามเงี่อนไขของกลุ่มเจ้าหนี้ กรีซได้รับเงินช่วยเหลือต่อสามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด และกรีซยังอยู่ในกลุ่มยูโรโซน และมีความเป็นไปได้ที่ใน “นาทีสุดท้าย” เงื่อนไขการปล่อยกู้บางเงื่อนไขอาจผ่อนปรนลง เพื่อให้ผู้นำกรีซสามารถใช้เป็นเหตุผลอธิบายให้ประชาชนชาวกรีซเข้าใจว่า ทำไมรัฐบาลยอมรับเงื่อนไขและตกลงที่จะกู้เงินจากกลุ่มเจ้าหนี้ แต่การตัดทอนรายจ่ายที่มากับข้อตกลงใหม่ก็จะทำให้เศรษฐกิจกรีซหดตัวมากขึ้น และจะฟื้นตัวยากในปีนี้หรือปีหน้า กระทบความเป็นอยู่ของประชาชน
ความเป็นไปได้ที่สอง ก็คือ เจรจาตกลงกันไม่ได้ มีการผิดนัดชำระหนี้ แต่กรีซยังไม่ออกจากระบบยูโรโซน ยังเป็นสมาชิกอยู่และในฐานะประเทศสมาชิกก็มีสิทธิที่จะขอความช่วยเหลือฉุกเฉินจากธนาคารกลางยุโรป เพื่อให้ระบบธนาคารพาณิชย์ในกรีซมีสภาพคล่องที่จะรองรับความโกลาหลที่จะเกิดขึ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน ธนาคารพาณิชย์ในกรีซคงถูกระดมถอนเงินจากผู้ฝากเงิน เพราะความไม่มั่นใจในเศรษฐกิจและเสถียรภาพของระบบการเงิน ทำให้ทางการกรีซอาจต้องออกมาตรการควบคุมการถอนเงินและเงินทุนไหลออก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสภาพคล่องที่รุนแรง ความโกลาหลนี้อาจกดดันให้รัฐบาลกรีซ ต้องหันกลับมาเจรจากับกลุ่มเจ้าหนี้อีกครั้งเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน
แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า สถานการณ์ที่แย่ลงนี้ประชาชนกรีซจะสนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาล และพร้อมรับมือกับความโกลาหล โดยมองว่าความทุกข์ยากทั้งหมด เกิดจากเงื่อนไขการกู้ยืมที่สุดโต่ง ที่ประเทศควรหลีกเลี่ยง แต่สภาพคล่องที่ลดลงจะทำให้เงินยูโรในกรีซหายาก รัฐบาลกรีซคงต้องพึ่งการใช้เงินสกุลท้องถิ่นแทน เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจและระบบชำระเงินในประเทศสามารถทำงานต่อได้ เกิดระบบอัตราการแลกเปลี่ยนสองระบบทำงานควบคู่กัน (ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจกรีซสามารถปรับตัวได้ดีขึ้น) แต่เพราะกรีซยังไม่ได้ออกจากระบบเงินยูโร รัฐบาลสหภาพยุโรปยังคงต้องเข้ามาช่วยเหลือในช่วงการปรับตัวเพื่อไม่ให้ระบบเศรษฐกิจล่มหรือชะงักงัน
ส่วนความเป็นไปได้ที่ สาม ก็คือ กรีซประกาศออกจากระบบเงินยูโร และต้องพิมพ์เงินสกุลท้องถิ่นมาใช้แทน โดยไม่มีความช่วยเหลือจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป หรือธนาคารกลางยุโรป กรณีนี้เป็นกรณีสุดโต่งมาก เพราะประเทศจะมีปัญหาสภาพคล่องรุนแรง และเศรษฐกิจกรีซก็จะเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง ทั้งจากการไม่ปล่อยกู้ต่อของภาคเอกชนในต่างประเทศให้กับกรีซ และจากการขนเงินออกนอกประเทศโดยภาคเอกชนในกรีซเอง กรณีนี้ภาครัฐและเอกชนในกรีซจะไม่มีเงินตราต่างประเทศมาชำระหนี้ที่มีอยู่ เกิดการผิดนัดชำระหนี้กว้างขวาง ส่งผลกระทบถึงระบบธนาคารพาณิชย์และเศรษฐกิจอื่นๆ ของยุโรป
นี่คือความเป็นไปได้สามกรณีที่อาจเกิดขึ้น เท่าที่ประเมินความเป็นไปได้ที่สองและสามเป็นทางเลือกที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ทั้งในมิติเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ดังนั้น ที่อาจเกิดขึ้นในที่สุดก็คือ การขยายเวลาหรือการเจรจาตกลงได้แบบครึ่งๆ กลางๆ เพื่อซื้อเวลาไปก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหารุนแรง ซึ่งการตัดสินใจว่าจะไปทางไหนจะเป็นการตัดสินใจของนักการเมือง ที่จะให้ความสำคัญเรื่องการเมืองมากกว่าเศรษฐกิจ หรือเงื่อนไขการปล่อยกู้ ก็คงต้องตามดูว่าช่วงเก้าวันข้างหน้าอะไรจะเกิดขึ้น






