วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พัฒนาการทางเศรษฐกิจกับเสถียรภาพทางการเมืองและประชาธิปไตย (1)

ผมมีความหวังว่า ประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของอาเซียน

เป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจภายในสองทศวรรษข้างหน้านี้ ปัญหาเฉพาะหน้าเวลานี้คือ ทำอย่างไรให้เกิดความปรองดองและเสถียรภาพทางการเมือง และสามารถดำเนินการได้ตามโรดแมปที่ คสช.ประกาศเอาไว้  

เสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตย เป็นพื้นฐานจำเป็นที่สุดต่อการก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ไทยที่ได้มีศึกษา เรื่องความสัมพันธ์ของประชาธิปไตยกับการพัฒนาเศรษฐกิจไว้มากคือ ท่าน ศ.ดร.ณัฏฐพงศ์ ทองภักดี อาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์

 ระบอบประชาธิปไตยจะส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่า โดยเฉพาะมิติทางด้านความเป็นธรรมและการกระจายรายได้ งานวิจัยของ Barro (1996), Glasure, Lee and Norris (1999), Plumper and Martin (2003), Doucouliagos and Ulubasoglu (2008), Rodrik and Wacziarg (2005) แสดงถึงความสัมพันธ์ของระดับประชาธิปไตย การใช้กฎอัยการศึกษาและการจำกัดเสรีภาพ (การปกครองแบบรวมอำนาจ) กับการพัฒนาเศรษฐกิจ พบข้อสรุปจากงานวิจัยสำคัญๆ สอดคล้องกันว่า

ในระยะยาว ระบอบประชาธิปไตยทำให้เสถียรภาพและการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีขึ้น มากกว่าระบอบอำนาจนิยมหลายเท่าตัว เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนและเสรีภาพในการประกอบการ เสรีภาพทางความคิดและการแสดงออก ทำให้เกิดนวัตกรรมและงานสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ยังพบว่า ประเทศที่มีประชาธิปไตยในระดับสูง ความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจจะสูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำลดลง เสถียรภาพของสังคมสูงกว่าความแตกแยกต่ำกว่า สถาบันต่างๆ มีความเข้มแข็งและธนาคารกลางมีความเป็นอิสระมากกว่า

การเป็นประชาธิปไตยมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจผ่านสี่ช่องทางคือ ทุนกายภาพดีกว่า ทุนมนุษย์สูงกว่า ทุนทางสังคมและการเมืองมากกว่าระบอบอำนาจนิยม (Persson and Tabellini 2006) นอกจากนี้ ระบอบประชาธิปไตยยังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ได้ดีกว่าระบอบอำนาจนิยม (Rodrik 2007)

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยในประเทศกำลังพัฒนา ทำให้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ไม่สามารถพลักดันนโยบายสาธารณะดีๆ ที่เป็นประโยชน์ในระยะยาวได้ หากต้องเสียคะแนนนิยม ขณะที่ปัญหาการทุจริตในการเลือกตั้งและการทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมือง ทำให้ระบอบประชาธิปไตยในประเทศที่มีปัญหาดังกล่าวอ่อนด้อยลง ทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล การทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งขึ้นจึงต้องปฏิรูปกระบวนการเข้าสู่อำนาจของนักการเมือง ให้สามารถคัดกรองคนดีมีความรู้ความสามารถสู่ระบบการเมือง ทำให้พรรคการเมืองพัฒนาสู่ความเป็นสถาบัน ให้มีการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องไม่สะดุดลงด้วยรัฐประหารเป็นระยะๆ ย่อมทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งและมีคุณภาพในการตอบสนองต่อการแก้ปัญหาของประเทศและประชาชน และไม่ทำให้เกิดเผด็จการจากการเลือกตั้ง 

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ซึ่งเป็นเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามด้วยรัฐประหาร ในช่วงระหว่างปี 2519-2557 ประเทศไทยมีคณะรัฐมนตรี 14 คณะ (ภายใต้นายกรัฐมนตรีคนเดียวกัน) ผ่านการรัฐประหาร 3 ครั้ง มีรัฐธรรมนูญร่างใหม่ (ไม่นับฉบับแก้ไขหรือฉบับชั่วคราว) 3 ฉบับ (2521, 2540 และ 2550) และกำลังจะมีฉบับใหม่ในปี 2558 เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจสำคัญในปี 2540 ในระยะเวลา 38 ปี ครอบคลุมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ฉบับ ตั้งแต่ ฉบับที่ 7-11 ช่วงเวลาดังกล่าวสามารถแบ่งยุคทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมไทย ออกเป็น 6 ยุคสำคัญ คือ ยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ (2535-2538) ยุคเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง (2539-2543) ยุคทักษิโณมิกส์ (2544-2549) ยุค คมช.หลังรัฐประหาร 19 กันยายน (19 ก.ย.2549-2550) ยุคหลัง คมช.และวิกฤติการเมืองขัดแย้งเหลืองแดง (2551-2557) ยุค คสช. (พ.ค.2557-ปัจจุบัน)

ก่อนวิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเงินปี 2540 นั้น ประเทศไทยไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง หลังเกิดเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง คัดค้านการสืบทอดอำนาจของคณะเผด็จการ รสช.(คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ) ในระยะเวลาเพียง 4 ปีครึ่ง (2535-2540) ประเทศไทยมีรัฐบาลถึง 6 รัฐบาล แต่ละรัฐบาลจึงมีอายุเฉลี่ยไม่ถึง 1 ปี โดยมีรัฐบาลสุจินดามีอายุไม่ถึง 2 เดือน

งานวิจัยของ Persson and Tabellini (2006) ยังสรุปว่า ระบอบประชาธิปไตยยังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าระบอบอำนาจนิยม (Rodrik 2007) อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยภายใต้ระบอบประชาธิปไตยในประเทศกำลังพัฒนา ทำให้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ไม่สามารถพลักดันนโยบายสาธารณะดีๆ ที่เป็นประโยชน์ในระยะยาวได้ หากต้องเสียคะแนนนิยม ขณะที่ปัญหาการทุจริตในการเลือกตั้งและการทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมือง ทำให้ระบอบประชาธิปไตยในประเทศที่มีปัญหาดังกล่าวอ่อนด้อยลง ทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล  

การทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งขึ้นจึงต้องปฏิรูปกระบวนการเข้าสู่อำนาจของนักการเมือง ให้สามารถคัดกรองคนดีมีความรู้ความสามารถสู่ระบบการเมือง ทำให้พรรคการเมืองพัฒนาสู่ความเป็นสถาบัน ให้มีการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุดลงด้วยรัฐประหารเป็นระยะๆ ย่อมทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งและมีคุณภาพในการตอบสนองต่อการแก้ปัญหาของประเทศและประชาชน และไม่ทำให้เกิดเผด็จการจากการเลือกตั้ง 

พัฒนาการทางเศรษฐกิจไทยในช่วงกลางทศวรรษที่ 2530 จนถึงปัจจุบันจึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสำเร็จจากการกระจุกตัวของการพัฒนาเมือง (Urbanization) การพัฒนาอุตสาหกรรมและการบริการ (การเงินและการขนส่ง) ในกรุงเทพมหานครและเขตเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาฯ แต่ล้มเหลวในการกระจายความเจริญสู่เมืองหลัก (Primal Cities) ต่าง ๆ ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจที่มีผลในระดับประเทศเกิดขึ้นแต่เฉพาะในเขตเมืองใหญ่ แม้ว่าคุณภาพชีวิตโดยรวมของคนไทยจะดีขึ้น แต่ความสามารถและโอกาสทางธุรกิจกลับกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่

จึงเท่ากับว่า ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment, FDI) ในเศรษฐกิจอุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วนทางอุตสาหกรรมที่ต้องการเพียงแรงงานมีฝีมือราคาถูก (Labor-intensive Economy) แต่ล้มเหลวในการก้าวไปสู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเข้มข้น (Technology-intensive Economy) ซึ่งในอนาคตของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11-12 ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยคือ การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจและสังคมไปสู่ระบบฐานความรู้บนพื้นฐานของความยั่งยืนและความพอเพียง (Sustainable & Sufficiency Knowledge-based Economy/Society)

ช่วงเวลาที่กองทัพได้กลับไปเป็นทหารอาชีพและลดบทบาททางการเมืองอย่างชัดเจนหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมปี 2535 และสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับกองทัพไทยได้ยุติลง โดยมีนโยบาย 66/23 เป็นปัจจัยสำคัญต่อพัฒนาการเศรษฐกิจในระยะต่อมา การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยระหว่างปี 2535-2557 ได้มุ่งการศึกษาไปที่มิติและสาขาสำคัญ 4 ด้าน คือ ด้านการศึกษาและกำลังคน ด้านการค้าและการลงทุน ด้านโครงสร้างประชากรและสาธารณสุข และด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

ขณะที่การวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมในระยะเวลา 22 ปีที่ผ่านมา ในบริบทเชิงสาขา ได้ดำเนินการวัดความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศใน 4 มิติ ประกอบด้วย มิติทรัพยากรมนุษย์ มิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และชุมชนและการอาศัยร่วมกัน ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่า ในระยะเวลา 22 ปีที่ผ่านมา มิติทรัพยากรมนุษย์มีความก้าวหน้าพอสมควร คนไทยมีสุขภาพดีขึ้น มีการศึกษามากขึ้น แต่คุณภาพการจัดการศึกษา โดยเฉพาะระดับอุดมศึกษากลับแย่ลง และมีแนวโน้มจะเกิดปัญหาฟองสบู่ของสถานการศึกษาโดยเฉพาะในระบบอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยห้องแถวได้ผุดขึ้นมากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการปริญญาบัตรและวุฒิการศึกษา มีการขายปริญญาหรือมีการจัดการศึกษาอย่างไม่มีคุณภาพ มิติเศรษฐกิจมีความก้าวหน้าดี เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วภายหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 แต่ได้กลับมาประสบปัญหาอีกครั้งหนึ่ง หลังการวิกฤตการณ์ทางการเมืองในปี 2556 และการรัฐประหารในปี 2557

รายได้ประชาชาติต่อหัวประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การเติบโตชะลอตัวลงอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนได้ดีพอสมควร จำนวนคนยากจนลดลง แต่ความเหลื่อมล้ำกลับเพิ่มขึ้น มีปัญหาความไม่เท่าเทียมของรายได้ มิติสิ่งแวดล้อมมีความก้าวหน้าในการพัฒนาเพียงเล็กน้อย มิติชุมชนและการอาศัยร่วมกันมีความก้าวหน้าในบางส่วนเท่านั้น ส่วนที่มีพัฒนาการที่ขาดความต่อเนื่องหรือถดถอยอย่างชัดเจน ได้แก่ ความไร้เสถียรภาพของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ความอ่อนแอของสถาบันครอบครัว ช่วงระหว่างปี 2535-2550 ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างค่อนข้างมาก โดยในช่วงเวลาดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลมากถึง 10 รัฐบาล และมีการปฏิวัติรัฐประหาร 2 ครั้ง อายุเฉลี่ยในแต่ละรัฐบาลมีอายุสั้นเพียง 1.5 ปี เท่านั้น

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าคณะรัฐบาลชุดที่ 47-49 ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของการเมือง ภายใต้กรอบของการรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2534 คณะรัฐมนตรีชุดที่ 50 และ 53 เป็นคณะรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ โดยรวมระยะเวลาทั้งสิ้นประมาณ 6 ปี ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐบาลชุดดังกล่าว ได้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินภายหลังวิกฤติทางการเมืองยุคแรก และวิกฤติทางเศรษฐกิจในยุคที่สอง คณะรัฐมนตรีชุดที่ 51 (พรรคชาติไทย) และ 52 (พรรคความหวังใหม่) ได้บริหารราชการแผ่นดินในระยะเวลาสั้นๆ ระหว่างกลางปี 2538 จนถึงปลายปี 2540  คณะรัฐมนตรีชุดที่ 54 และ 55 เป็นคณะรัฐมนตรีที่บริหารงานต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยอยู่ในฐานะฝ่ายบริหารเป็นเวลา 6 ปี ภายใต้รัฐบาลพรรคไทยรักไทย โดยการนำของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะรัฐบาลชุดดังกล่าวได้ถูกยึดอำนาจ โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และได้มีการแต่งตั้งคณะรัฐบาลชุดที่ 56 ขึ้น เพื่อบริหารราชการแผ่นดินตั้งแต่ในช่วงปลายปี 2549 จนถึงปลายเดือน มกราคม 2551

(อ่านต่อตอน 2 พรุ่งนี้)