หากทุกอย่างเป็นไปตามที่สื่อรายงาน สำนักวาติกันคงพิมพ์สารของพระสันตะปาปาถึงหัวหน้าบาทหลวงออกมาเมื่อวานนี้
ก่อนที่จะพิมพ์ออกมาเป็นทางการ สื่อต่างๆ รายงานว่า ต้นร่างของสารได้รั่วไหลไปอยู่ในมือของสื่อบางสำนัก ซึ่งนำบางส่วนมาเปิดเผยแล้ว ในแวดวงการเมือง การรั่วไหลและการเปิดเผยในทำนองนั้น มักทำกันด้วยความจงใจเพื่อหวังจะใช้เป็นหินถามทาง แต่ในกรณีนี้ผู้สัดทัดกรณีมองว่า เกิดจากฝ่ายที่ไม่เป็นด้วยกับมุมมองของพระสันตะปาปา ต้องการสร้างปัญหาให้พระองค์ อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า พระสันตะปาปาองค์ปัจจุบัน มักมีมุมมองต่างกันกับของฝ่ายอนุรักษนิยม ดังที่เกิดขึ้นในบริบทอื่นแล้วหลายครั้ง ต้นร่างของสารนั้นมีมุมมองและข้อเสนอที่ฝ่ายอนุรักษนิยมไม่เห็นด้วย
ตามรายงานของสื่อ ประเด็นใหญ่ประเด็นหนึ่งซึ่งจะได้รับการย้ำเน้นเป็นพิเศษในสารดังกล่าวได้แก่เรื่องราวของภาวะโลกร้อน คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ในช่วงหลายทศวรรษมานี้ อุณหภูมิบนผิวโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิมีผลร้ายหลายอย่าง รวมทั้งเรื่องความแห้งแล้งร้ายแรงติดต่อกันเป็นเวลานาน จนส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหารเลี้ยงชาวโลก เรื่องพายุใหญ่มีพลังรุนแรงขึ้นและบ่อยขึ้น ซึ่งแต่ละครั้งสร้างความเสียหายใหญ่หลวง และเรื่องการละลายของธารน้ำแข็งในเขตหนาว และแผ่นน้ำแข็งในย่านขั้วโลก ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจนท่วมบ้านเมือง และพื้นที่ต่ำตามชายฝั่ง อีกทั้งยังทำให้สภาพทางเคมีของน้ำทะเลเปลี่ยนไป จนสร้างผลกระทบให้แก่สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในทะเล
ผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์สรุปว่า มนุษย์เราสร้างเหตุปัจจัยที่ทำให้อุณหภูมิบนผิวโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการตัดไม้ทำลายป่า และการเผาผลาญเพื่อเอาพลังงานจากถ่านหินและฟอสซิลอื่นๆ โดยเฉพาะน้ำมันปิโตรเลียม การตัดไม้ทำลายป่าและการเผาผลาญดังกล่าว เกิดจากการบริโภคของมนุษย์เรา ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นทุกวันจนเกิน 7 พันล้านคนแล้ว ยิ่งกว่านั้นส่วนหนึ่งซึ่งร่ำรวยยังพากันบริโภคจนสุดโต่งอีกด้วย ผลการวิจัยและความหมายเหล่านั้น ฝ่ายอนุรักษนิยมส่วนหนึ่งคัดค้านแบบหัวชนฝา ในส่วนนี้อาจแยกได้เป็นหลายกลุ่มด้วยกัน
กลุ่มแรกเป็นนักวิชาการจำพวกผีโม่แป้ง ที่บริษัทผลิตพลังงานจากถ่านหินและฟอสซิลอื่น จ้างไว้ใช้เป็นกระบอกเสียง กลุ่มที่สองเป็นผู้มองอะไรไม่พ้นจมูกตนเอง จึงไม่ใส่ใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นจากการบริโภคแบบสุดโต่ง กลุ่มที่สามมองว่า ภาวะโลกร้อนเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ และกลุ่มที่สี่มีความเชื่ออย่างแน่นแฟ้นแบบยืดหยุ่นไม่ได้ ในแนวคิดที่ว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นตามความประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ฉะนั้น การจะคุมหรือลดการเกิดลงเพื่อส่งผลให้ปริมาณการบริโภคลดลงไม่ควรทำเด็ดขาด
พระสันตะปาปาคงจะศึกษาทั้งประวัติศาสตร์ และผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์อย่างลึกซึ้ง จึงทรงเกิดมุมมองที่คล้อยไปในทางตรงข้ามกับฝ่ายอนุรักษนิยม ประวัติศาสตร์ที่มีบทเรียนสำคัญยิ่งบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบๆ ที่ตั้งของสำนักวาติกันและในย่านใกล้เคียง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบๆ ที่ตั้งของสำนักวาติกันได้แก่ความรุ่งเรืองและความล่มสลายของอาณาจักรโรมัน ปัจจัยหนึ่งซึ่งมีส่วนทำให้อาณาจักรโรมันล่มสลาย แต่มักไม่มีใครพูดถึง ได้แก่การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อนำไม้มาทำเชื้อเพลิง เรื่องนี้ John Perlin ชี้ให้เห็นอย่างจะแจ้งในหนังสือชื่อ A Forest Journey : The Story of Wood and Civilization (มีบทคัดย่อภาษาไทยซึ่งอาจดาวน์โหลดได้ฟรีที่เว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.com
สำหรับในย่านใกล้เคียง ความรุ่งเรืองและความล่มสลายของอารยธรรมโบราณในย่าน “เสี้ยวจันทร์อันอุดม” (Fertile Crescent) ให้บทเรียนที่ผู้มีการศึกษาน่าจะเรียนรู้อย่างยิ่ง เสี้ยวจันทร์อันอุดมมีศูนย์กลางอยู่ตรงอิรักและซีเรียในปัจจุบัน คอลัมน์นี้พูดถึงเรื่องราวของย่านนั้นหลายครั้ง และมักอ้างถึงหนังสือ 2 เล่ม ชื่อ Collapse : How Societies Choose to Fail or Succeed ของ Jared Diamond และ One with Nineveh : Politics, Consumption, and the Human Future ของ Paul Ehrlich และ Anne Ehrlich (ทั้งสองเล่มนี้มีบทคัดย่อภาษาไทยอยู่ในเว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนาเช่นกัน) ย่านนั้นรุ่งเรืองก่อนใครในโลก เพราะค้นพบการปลูกพืชอาหารและการเลี้ยงสัตว์เมื่อราว 1 หมื่นปีที่ผ่านมา การค้นพบเหล่านั้นนำไปสู่การผลิตอาหารได้มากแบบก้าวกระโดด เมื่อเทียบกับการแสวงหาของป่าและล่าสัตว์ ซึ่งเป็นแนวการดำเนินชีวิตมาก่อน
การผลิตอาหารได้มาก มีผลดีในแง่ที่ประชาชนมีความอยู่ดีกินดี และมีเวลาค้นพบเทคโนโลยีใหม่ๆ ส่งผลให้เกิดความรุ่งเรือง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ส่งผลให้ประชาชนมีลูกหลานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และบริโภคเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด รวมทั้งการบริโภคแบบสุดโต่งที่ไม่มีผลดีจำพวกสร้างอนุสาวรีย์และตำน้ำพริกละลายแม่น้ำด้วย การบริโภคที่เพิ่มขึ้นเช่นนั้นนำไปสู่การตัดไม้ทำลายป่ากับสิ่งแวดล้อมรอบด้าน และการแย่งชิงกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลสุดท้ายแผ่นดินในย่านนั้นก็กลายเป็นทะเลทราย และอารยธรรมทั้งหลายก็ล่มสลายลง สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในย่านเสี้ยวจันทร์อันอุดมนั้น กำลังเกิดขึ้นกับโลกปัจจุบันแบบแทบไม่มีผิดเพี้ยน
พระสันตะปาปาทรงมองเห็นประวัติศาสตร์กำลังเกิดขึ้นซ้ำรอย และทรงมีพระเมตตา จึงได้ออกมาเตือนชาวโลกให้ใส่ใจ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม ชาวไทยเป็นพุทธศาสนิกชนเป็นส่วนใหญ่และกำลังทำลายทั้งป่าไม้ ดิน อากาศและสายน้ำ รวมทั้งทะเลในรูปของการระบายสิ่งเลวร้ายลงไป และในรูปการจับปลาเล็กใหญ่จนใกล้สูญพันธุ์ ฉะนั้น หากไม่อยากเห็นเมืองไทยล่มสลาย ก็ควรฟังพระสันตะปาปาให้ “ได้ยิน”






