ขณะนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติกำลังเร่งทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน
โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเป้าหมายสำคัญสองประการแฝงอยู่คือ แก้ปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองปัจจุบัน และวางรากฐานของระบบกฎหมายที่ดีเพื่อการพัฒนาบ้านเมืองในอนาคต
ในด้านการสร้างความปรองดองนั้น ผมจะยังไม่กล่าวถึงในที่นี้ เพราะสิ่งที่ต้องการจะเน้นให้เห็นก็คือด้านการวางรากฐานการพัฒนาประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจ ภายใต้แนวโน้มความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภารกิจของคณะอนุกรรมาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติชุดที่ผมรับผิดชอบอยู่
โจทย์ก็คือเราอยากเห็นภาพประเทศไทยเป็นอย่างไรในอนาคต รัฐบาลและ คสช.ได้ประกาศเป้าหมายต้องการจะทำให้ประเทศไทย “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ภายในเวลา 5 ปี ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเป้าหมายที่ดีแต่ถ้าจะดีควรมีชี้วัดที่ชัดเจน
แต่ที่สำคัญ คือเป้าหมายของประเทศไทยในอนาคตอีก 10 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้านี้ ควรจะเป็นอย่างไรและนั่นน่าจะเป็นภาระของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ต้องคิดและเสนอต่อสังคมให้ช่วยกันพิจารณา
สภาปฏิรูปฯมีการประชุมกันและได้ประเด็นการปฏิรูป 36 ประเด็น วาระการพัฒนา 7 ประเด็น แต่สิ่งสำคัญที่ยังไม่มีความชัดเจนนักก็คือ ภาพอนาคตประเทศไทยซึ่งมุ่งหวังจะให้เกิดขึ้นจากการปฏิรูปนั้นควรมีหน้าตาอย่างไร ถ้ารู้ว่าต้องการจะปฏิรูปให้ประเทศไทยมีลักษณะอย่างไร เราก็จะสามารถวางยุทธศาสตร์ของการพัฒนาประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง
ถ้าหากคนไทยโดยรวมทั้งประเทศยังไม่มีเป้าหมายใหญ่ร่วมกันอย่างชัดเจน ต่างคนต่างขับเคลื่อนกันไป เราคงได้ประเทศไทยหน้าตาแปลกๆ และผมคิดว่านี่คือสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองช่วงที่ผ่านมา เป้าหมายร่วมที่ว่านี้จะต้องชัดเจนและจับต้องได้เพื่อให้ทุกภาคส่วนของประเทศสามารถร่วมกันเป็นเจ้าของเป้าหมายนี้ได้
ตัวอย่างเช่น ในปี 1980 (2523) ประเทศจีนได้ตั้งเป้าหมายการพัฒนาประเทศโดยแบ่งเป็น 3 ช่วงๆ ละ 10 ปี ช่วงแรก (2523-2533) เพิ่ม GDP ขึ้น 1 เท่าตัว ช่วงที่สอง (2534-2543) เพิ่ม GDP ต่อหัวอีก 1 เท่าตัว และช่วงที่สาม (2534-2553) เพิ่ม GDP ต่อหัวอีก 1 เท่าตัว ในแต่ละช่วงมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 2 แผนๆ ละ 5 ปี โดยให้ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันดำเนินการตามแผน ซึ่งที่ผ่านมาประเทศจีนทำได้ดีกว่าเป้าในแง่ของการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และขณะนี้จีนกำลังมุ่งพัฒนาเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น
ในทำนองเดียวกัน นายกรัฐมนตรีมหาเธียร์ ของประเทศมาเลเชียได้ประกาศวิสัยทัศน์ 2020 เมื่อปี 1991 (2534) โดยมีแผนจะใช้เวลา 30 ปี เพื่อการทำให้มาเลเชียเป็นประเทศพัฒนาแล้วให้ได้ภายในปี 2020 (2563) ซึ่งมีแผนพัฒนาฯช่วงละ 5 ปี รองรับเช่นเดียวกัน และมาเลเชียก็ประสบความสำเร็จ โดยทำได้ดีกว่าเป้า เพราะในปี 2557 ที่ผ่านมา ประเทศมาเลเชียมีรายได้ต่อหัวเกิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งใกล้จะถึงเป้าที่ตั้งไว้ 12,500 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2560
โดยการประกาศแผนพัฒนาฉบับล่าสุดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้ แผนพัฒนาฯ ช่วง 2016-2020 (2559-2563) ที่มาเลเซียตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2020 (2563) คือให้มีรายได้ต่อคนเพิ่มเป็น 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ ด้วยการจัดงบลงทุนด้านพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไว้ในแผนนี้ถึงกว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท)
ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่มีเป้าหมายระยะยาวแบบจีนหรือมาเลเซีย แต่ประเทศไทยก็มีการพัฒนาที่ดีในระดับหนึ่ง จนอาจทำให้เรารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายในระยะยาวก็ได้ ซึ่งเมื่อดูจากความก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยก็อาจมีส่วนจริง แต่เมื่อเทียบกับประเทศหลายประเทศในเอเชียแล้ว จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังเติบโตช้าลง และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งปฏิรูปเพื่อให้พร้อมต่อการรองรับปัญหาต่างๆ ในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น
ในระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความโดดเด่นในภูมิภาคอาเซียนมากทีเดียว ส่วนหนึ่งเป็น เพราะประเทศหลักอื่นๆ ในอาเซียนหลายประเทศ มีปัญหาความไม่สงบทางการเมืองเรื้อรัง โดยเฉพาะอินโดนีเชีย ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำในปี 1998 (2541) และได้รับผลกระทบจากวิกฤติทางการเงิน ขณะที่ฟิลิปปินส์ซึ่งมีประชากรมากเป็นอันดับสองในภูมิภาคนี้ ก็ประสบปัญหาความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเช่นกัน ในหลายปีที่ผ่านมา แต่ขณะนี้ทั้งสองประเทศค่อยๆ มีเสถียรภาพทางการเมืองมากขึ้น ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายการลงทุนไปที่ประเทศทั้งสองนี้อย่างต่อเนื่องในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยปีละ 6-7%
จากการคาดการณ์ล่าสุดของ IMF เศรษฐกิจไทยจะลดจากอันดับ 2 ในอาเซียน ไปอยู่ในอันดับ 4 ภายในปี 2563 โดยมาเลเชียจะขึ้นมาเป็นอันดับ 2 และฟิลิปปินส์จะแซงประเทศไทยขึ้นไปเป็นอันดับ 3
เราอาจไม่จำเป็นต้องเลียนแบบประเทศอื่น ในด้านการใช้นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจก็ได้ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเริ่มวางแผนยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกัน และช่วยกันผลักดันให้ประเทศไทยขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่พึงปรารถนา ซึ่งนอกเหนือจากเพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว เรายังต้องพัฒนามิติด้านอื่นๆ ควบคู่ไปด้วยอย่างมีความสมดุล เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยต้องคำนึงถึงแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาค ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตลอดจนความร่วมมือกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดประชาคมอาเซียน
--------------------
ดร.สุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง
ประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปความร่วมมือเศรษฐกิจระหว่างประเทศฯ สปช.






