พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่ารัฐบาลเตรียมออกมาตรการ จัดการกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ซิ่งป่วนเมือง
หรือ “เด็กแว้น” โดยจะมีการใช้มาตรการต่างๆ ควบคู่กับมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งจะมีการออกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ครอบคลุมความผิดมากขึ้น เนื่องจากกฎหมายปกติไม่สามารถกำหนดโทษได้ อาทิ การรวมกลุ่มเพื่อแข่งรถก็ถือว่ามีความผิด จากเดิมจะมีความผิดก็ต่อเมื่อได้เกิดการกระทำแข่งรถแล้ว
พล.อ.ไพบูลย์ ยังบอกอีกว่าจากการพูดคุยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ ส่วนใหญ่แล้วเห็นว่าข้อกฎหมายนั้นแทบไม่เป็นปัญหา ยกเว้นมีบางประเด็นที่ต้องอาศัยมาตรา 44 เพราะไม่มีกฎหมายบังคับใช้ แต่ส่วนใหญ่นั้นจะมีบทบัญญัติอยู่แล้ว ดังนั้นประเด็นเรื่องกฎหมายแทบไม่เป็นปัญหามากนัก แต่ปัญหาใหญ่เกิดจากเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติที่ไม่ดำเนินการอย่างจริงจัง ซึ่งจึงต้องกลับไปแก้ปัญหาระดับปฏิบัติการด้วย ไม่เพียงแต่มาตรการที่ออกมาเท่านั้น
พล.อ.ไพบูลย์ ยังมองว่าปัญหาของ “เด็กแว้น” เป็นเพียงแค่ปลายเหตุเท่านั้น แต่ต้นเหตุมาจากหลายปัจจัย ซึ่งหากกล่าวถึงที่สุดแล้วปัญหาเด็กแว้นถือเป็นปัญหาสังคมอย่างหนึ่ง หากจะแก้ที่ต้นตอก็เชื่อว่าจะใช้เวลานาน และไม่เชื่อว่าจะสามารถแก้ไขได้ง่าย โดยอาจมองได้ถึงสาเหตุของปัญหาตั้งแต่เรื่องครอบครัว ไปจนถึงระบบการศึกษาของไทย เพราะปรากฏการณ์เด็กแว้นไม่เพียงแค่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่ยังปรากฏให้เห็นในต่างจังหวัดอีกด้วย
ดังนั้นหากมองปัญหาเด็กแว้นมากกว่าเรื่องเด็กมีปัญหา แต่มองว่าเป็นปัญหาระดับสังคม เราจะพบว่าสังคมไทยมีปัญหาในลักษณะเดียวกันอยู่ทั่วไป กล่าวคือคนไม่มีระเบียบวินัยและไม่เคารพกฎหมาย ซึ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเคารพสิทธิคนอื่นในสังคม อาจกล่าวได้ว่าเมื่อแตะเรื่องไหนก็เจอปรากฏการณ์ในลักษณะเด็กแว้นอยู่ทั่วไป ตั้งแต่เรื่องการทิ้งขยะมูลฝอย ไปจนถึงเรื่องการเรียกร้องทางการเมือง จนดูเหมือนบ้านเมืองไร้กติกาและเกิดความไร้ระเบียบไปแทบทุกเรื่อง
แน่นอนว่าปรากฏการณ์ที่คนไม่เคารพกฎระเบียบไม่ใช่เป็นไปทั้งหมดทุกเรื่อง แต่เมื่อมองเข้าไปในเรื่องที่เป็นปัญหาก็จะพบลักษณะร่วมเหมือนกัน ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าแนวคิดเรื่อง “ส่วนรวม-ส่วนตัว” ของคนไทยนั้นมีเส้นแบ่งที่บางมาก จนบางกรณีแยกไม่ออก อาจจะติดไปว่าการแข่งรถบนทางหลวงซึ่งเป็นสมบัติของทุกคนสามารถใช้ได้อย่างเสรี แม้จะผิดกฎหมายจราจร แต่ก็เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ เช่นเดียวกับการทิ้งขยะให้พ้นบ้านตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่อย่างใด
ดังนั้น การแก้ปัญหาอย่างแท้จริงนั้นไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการระยะสั้น ที่มีปัญหาครั้งใดก็เริ่มเข้มงวดกันที แต่ต้องผ่านการปฏิรูปครั้งใหญ่ในระดับสังคม โดยต้องให้คนไทยตระหนักถึงส่วนรวมและสิทธิของบุคคลอื่นในสังคม ซึ่งจะทำให้กฎกติกาบ้านเมืองมีความชัดเจนในระดับสามัญสำนึกของประชาชน และในเมื่อคสช.กำลังจะปฏิรูปสังคมทั้งที ควรจะมีการวางกฎกติกามารยาททางสังคมในแต่ละเรื่องแต่ละประเด็นให้มีผลปฏิบัติอย่างแท้จริง
หากกรณีที่พล.อ.ไพบูลย์ ระบุว่า ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการอย่างจริงจังเป็นปัญหาใหญ่กรณีนี้ เราก็เชื่อว่าหากจะแก้ปัญหาระยะยาวกันจริงๆ การปฏิบัติอย่างจริงจังของเจ้าหน้าที่จะเป็นปัจจัยสำคัญว่าจะสามารถแก้ปัญหาระยะยาวได้หรือไม่ ซึ่งก็เช่นเดียวกับปัญหาอื่นในสังคมไทย ส่วนมากแล้วไม่ใช่เกิดจากไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับ แต่เกิดจากเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการอย่างจริงจัง หากจะเริ่มกันจริงๆก็ต้องเริ่มจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติในฐานะผู้รักษากฎหมาย หาไม่แล้วทุกปัญหาก็จะเป็นเหมือนไฟไหม้ฟาง






