ท่านผู้อ่านที่รับข้อมูลผ่านสื่อสังคม Social Media จะได้รับการตอกย้ำจากสื่อประเภทนี้อยู่ตลอดเวลาว่า ราคาขายปลีกน้ำมันของไทยแพงกว่าประเทศอื่น
โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่นมาเลเซีย
ซึ่งผมได้ชี้แจงไปหลายครั้งแล้วว่า เหตุที่ราคาน้ำมันของไทยแพงกว่ามาเลเซียนั้น เป็นเพราะรัฐบาลเก็บภาษีสูงกว่ามาเลเซีย ในขณะที่มาเลเซียนอกจากเก็บภาษีต่ำกว่าแล้ว ยังมีการนำเงินมาอุดหนุนราคาน้ำมันให้ต่ำกว่าปกติอีกด้วย
การเปรียบเทียบราคาน้ำมันนั้น นอกจากต้องเปรียบเทียบเรื่องโครงสร้างภาษีแล้ว ยังควรต้องเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกด้วย เพื่อที่จะได้ทราบว่าราคาน้ำมันในแต่ละประเทศเป็นอย่างไร และควรเปรียบเทียบกับความสามารถในการจ่าย หรือรายได้ของประชาชนในแต่ละประเทศว่าค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันของประชาชนสูงหรือต่ำมากน้อยแค่ไหนอย่างไร ซึ่งไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันมากนัก
บังเอิญผมได้อ่านบทวิเคราะห์ใน website ของ Bloomberg ชิ้นหนึ่ง เขียนโดย Tom Randall เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2014 เขาได้ทำการศึกษาราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินในช่วงไตรมาสที่สี่ของปี ค.ศ.2014 ในประเทศต่างๆ รวมทั้งสิ้น 61 ประเทศ โดยมีการเปรียบเทียบราคากับรายได้ขั้นต่ำของประชาชน และได้สรุปออกมาเป็นตารางเปรียบเทียบที่น่าสนใจมาก ซึ่งผมจะขอสรุปมาให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบดังต่อไปนี้
ทางด้านราคา ประเทศที่ราคาน้ำมันแพงที่สุดใน 61 ประเทศ คือ นอร์เวย์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของยุโรป โดยราคาน้ำมันเบนซินขายปลีกอยู่ที่ 9.26 เหรียญสหรัฐ/แกลลอน (ประมาณ 83 บาท/ลิตร) อันดับสองคือตุรกี 8.44 เหรียญสหรัฐ/แกลลอน (ประมาณ 75 บาท/ลิตร) อันดับสามคือฮ่องกง 8.12 เหรียญสหรัฐ/แกลลอน (ประมาณ 73 บาท/ลิตร)
ส่วนประเทศไทยนั้นราคาน้ำมันอยู่ในอันดับที่ 48 ที่ 4.21 เหรียญสหรัฐ/แกลลอน (ประมาณ 37 บาท/ลิตร) ซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่มราคาต่ำใกล้เคียงกับฟิลิปปินส์ ซึ่งอยู่อันดับที่ 46 ที่ราคา 4.40 เหรียญสหรัฐ/แกลลอน (ประมาณ 39 บาท/ลิตร)
ส่วนมาเลเซียนั้นจัดอยู่ในกลุ่มที่มีการอุดหนุนราคาน้ำมัน อยู่อันดับที่ 54 ราคาขายปลีกอยู่ที่ 2.48 เหรียญสหรัฐ/แกลลอน (ประมาณ 22 บาท/ลิตร) และประเทศที่ราคาน้ำมันถูกที่สุดใน 61 ประเทศ คือ เวเนซูเอลา ที่ราคาน้ำมันเบนซินขายปลีกอยู่ที่ 0.04 เหรียญสหรัฐ/แกลลอน (ประมาณ 35 สตางค์/ลิตรเท่านั้น!!!)
ทางด้านความสามารถในการจ่ายค่าน้ำมันเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำ ประเทศปากีสถานมาเป็นอันดับ 1 ในแง่ความไม่สามารถในการจ่ายค่าน้ำมัน เพราะราคาน้ำมันหนึ่งลิตรเทียบค่าแรงขั้นต่ำเท่ากับ 29.3% อันดับสองคือ อินเดีย 25.6% อันดับสาม ฟิลิปินส์ 14.6% ประเทศไทยอยู่อันดับหกที่ 7.3% และมาเลเซียอันดับที่ 35 ที่ 2.2% โดยมีเวเนซูเอล่ารั้งท้ายเช่นเดิม ที่อันดับที่ 61 ที่ 0.1%
จากบทวิเคราะห์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าถ้าพิจารณาจากราคาขายปลีกน้ำมันเพียงอย่างเดียว ราคาน้ำมันของไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีราคาแพงแต่อย่างใด และจะค่อนไปทางกลุ่มประเทศที่ราคาน้ำมันถูกเสียด้วยซ้ำไป แต่ถ้าพิจารณาเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำ ไทยจะอยู่ในกลุ่มประเทศที่น้ำมันมีราคาสูง เมื่อเทียบกับรายได้ขั้นต่ำของประชาชน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทางกระทรวงพลังงานก็ได้ทำการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตและเงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมัน ในส่วนของน้ำมันในกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอลลง จึงทำให้ราคาน้ำมันเบนซินของไทยมีราคาถูกกว่า ในช่วงที่มีการสำรวจ ดังนั้น อันดับของไทยในเรื่องนี้จึงน่าจะปรับตัวดีขึ้น
แต่ข้อที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งของรายงานฉบับนี้ก็คือ ประเทศเวเนซูเอลาซึ่งเป็นประเทศที่น้ำมันมีราคาต่ำที่สุดใน 61 ประเทศ ที่ทำการสำรวจ (และเชื่อว่าคงจะต่ำที่สุดในโลกด้วย) โดยราคาน้ำมันหนึ่งลิตรมีค่าเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของค่าแรงขั้นต่ำเท่านั้น และการเติมน้ำมันเต็มถัง (ประมาณ 35 ลิตร) ในเวเนซูเอลายังมีราคาถูกกว่าซื้อกาแฟหนึ่งแก้วเสียอีก ทั้งนี้ เพราะเวเนซูเอลานั้นเป็นมารดาแห่งการอุดหนุนราคาน้ำมัน และการยึดคืนกิจการน้ำมันมาเป็นของรัฐ ดังนั้น คนเวเนซูเอลาจึงน่าจะเป็นคนที่มีความสุขมากที่สุดในโลก
แต่ปรากฏว่ากลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะตามรายงานในเวบไซต์ของบลูมเบิร์กอีกชิ้นหนึ่ง เกี่ยวกับผลการสำรวจดัชนีความทุกข์เวทนา (misery index) ของชาวโลก พบว่าคนเวเนซูเอลามีดัชนีความทุกข์สูงที่สุดในโลกที่ 86.5 จุด ในขณะที่ประเทศไทยมีดัชนีความทุกข์ต่ำที่สุดในโลกที่ 1.5 จุดเท่านั้น
เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ ก็เป็นเพราะนโยบายที่แข็งกร้าวต่อนักลงทุนต่างชาติ และทิศทางการพัฒนาประเทศที่ผิดพลาดนั่นเอง ที่ทำให้นักลงทุนต่างพากันถอนการลงทุนออกจากเวเนซูเอลา จนทำให้อุตสาหกรรมของเวเนซูเอลาล่มสลาย ผลิตสินค้าได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้สินค้าขาดแคลนจนต้องปันส่วนกัน และเกิดภาวะเงินเฟ้อสูงมาก
ทางด้านอุตสาหกรรมน้ำมันก็เช่นกัน นโยบายการยึดคืนธุรกิจน้ำมันกลับมาเป็นของรัฐ (Nationalization) ทำให้อุตสาหกรรมน้ำมันขาดการพัฒนาด้านเทคโนโลยี จนไม่สามารถผลิตน้ำมันดิบชนิดเบา (Light Crude) ได้เพียงพอกับความต้องการ จนต้องนำเข้าน้ำมันดิบชนิดนี้มาผสมกับน้ำมันดิบชนิดหนัก (Heavy Crude) ของเวเนซูเอลา เพื่อให้โรงกลั่นฯสามารถกลั่นน้ำมันได้
แต่ด้วยความที่บริษัทน้ำมันแห่งชาติของเวเนซูเอลาเป็นรัฐวิสาหกิจที่บริหารงานแบบรัฐวิสาหกิจเต็มรูปแบบ และเนื่องจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่ไปตั้งราคาน้ำมันให้ถูกเกินจริง จนทำให้ประชาชนใช้น้ำมันอย่างฟุ่มเฟือย ทำให้โรงกลั่นน้ำมันของเวเนซูเอลาที่เป็นของรัฐทั้งหมดจึงกลั่นน้ำมันได้ไม่พอกับความต้องการในประเทศ จนต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสหรัฐอเมริกา (ที่ประธานาธิบดี ฮิวโก ชาเวซ ประกาศว่าเป็นศัตรู) ทั้งๆ ที่เวเนซูเอลาเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและเป็นสมาชิกของกลุ่มโอเปก
ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะนโยบายสังคมนิยมสุดกู่ และประชานิยมสุดโต่งของอดีตประธานาธิบดี ฮิวโก ชาเวซ (รวมทั้งผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดี ฮิวโก ชาเวซ) นั่นเอง ที่นำเอาเวเนซูเอลาเข้าสู่เส้นทางการพัฒนาประเทศที่ผิดพลาด จนมีผลทำให้ประเทศล่มจมมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่เวเนซูเอลามีปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์แล้วสูงที่สุดในโลก
ดังนั้น เราจึงควรสรุปบทเรียนจากเวเนซูเอลา และไม่ควรเรียกร้องให้ถือเอาเวเนซูเอลาเป็นแบบอย่างในการปฏิรูปพลังงานอย่างยั่งยืน อย่างที่มีคนบางกลุ่มออกมาพูดถึงการทวงคืนพลังงานแบบเวเนซูเอลาอย่างชื่นชม
ถ้าเรายังไม่อยากเข้าคิวซื้อกระดาษชำระแบบเดียวกับเขา !!!
------------------------
มนูญ ศิริวรรณ
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน









