วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จะถามอะไรใน ‘ประชามติ’?

ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านการลงมติ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันที่ 4 กันยายน ตามกำหนดการที่เป็นข่าวคราวขณะนี้

 ก็จะมีการออกเสียง “ประชามติ” วันที่ 10 มกราคม ปีหน้า หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เดินหน้าตามที่ได้แถลงข่าวกับสื่อมวลชนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

คำถามต่อก็คือว่าจะถามอะไรประชาชนในการลงประชามติครั้งนี้?

หนึ่งคำถามมาจากรัฐบาล หนึ่งคำถามมาจาก สปช.  และอีกหนึ่งคำถามมาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

แต่สองคำถามที่เสนอโดย สปช. กับ สนช. จะต้องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้อนุมัติ

ซึ่งแปลว่าท้ายที่สุดจะมีกี่คำถามก็ยังไม่แน่ ต้องให้รัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจ

ในฐานะที่ผมจะต้องไปลงประชามติ ผมก็อยากรู้ว่าสามคำถามนี้มีอะไรบ้าง?

ถ้าคำถามแรกคือ จะรับหรือไม่รับ ทำนอง Yes หรือ No ก็เท่ากับจบไปในตัว เพราะมองไม่ออกว่าอีกสองคำถามจะเป็นประเด็นอะไรได้?

บางคนบอกว่าอาจจะมีการตั้งคำถามอย่างที่สมาชิก สปช. บางคนได้เสนอมาก่อนหน้านี้ นั่นคือ “เห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้ปฏิรูปสองปีก่อนเลือกตั้ง?”

ถ้านั่นคือคำถามที่สองจริง ก็จะมีปัญหาว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะมีคำถามว่าระหว่างสองคำถามนี้ ข้อไหนสำคัญกว่ากัน?

หากคนเดียวกันกาว่าเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ และขณะเดียวก็เห็นว่าควรจะปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง จะเป็นการขัดกันเองหรือไม่?

หรือจะมีการตีความว่าการเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้แปลว่าจะมีการเลือกตั้งทันที และหากเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรปฏิรูปสองปีก่อนเลือกตั้ง ก็ถือว่าข้อสองนี้สำคัญกว่าข้อแรก เรื่องร่างรัฐธรรมนูญเก็บเอาไว้ก่อน เพราะการให้มี “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ย่อมจะตีความได้ว่าแม้กติกาการเลือกตั้งก็ควรจะต้องอยู่ในข่ายที่จะต้อง “ปฏิรูป” ด้วย

สิ่งที่จะต้องพิจารณาก็คือหากเสียงส่วนใหญ่เห็นพ้องกับร่างรัฐธรรมนูญ และเสียงส่วนใหญ่เหมือนกันเห็นว่าควรจะปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง จะเดินหน้าอย่างไร

หรือหากไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและไม่เห็นด้วยกับปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ก็แปลว่าจะต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เลย หรือจะให้หยิบเอารัฐธรรมนูญเก่าของปีก่อน ๆ มาใช้?

ถ้าคำถามสองข้อในการลงประชามติ เกิดคำถามที่สลับซับซ้อนได้เพียงนี้ หากมีคำถามที่สามด้วยก็จะมิยิ่งก่อให้เกิดปัญหาที่ต้องตีความกันไปใหญ่หรือ?

มีคนเสนอว่าคำถามข้อที่สามควรจะถามว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับหัวข้อใหญ่ ๆ ที่เป็นประเด็นถกแถลงกันอย่างกว้างขวางเช่นนายกฯเป็นคนนอกได้หรือไม่ หรือที่มาของสมาชิกวุฒิสภาควรจะเป็นอย่างไร

หากมีคำถามนี้ในแบบฟอร์มลงประชามติ ก็จะทำให้เกิดความสับสนเพิ่มเติมได้ เพราะถ้าข้อแรกถามว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ แล้วยังมีอีกหนึ่งคำถามว่าด้วยรายละเอียดบางข้อของร่างนี้ คนที่กำลังจะลงเสียงก็จะเกิดความงุนงงว่าจะกาอย่างไรในเมื่อเห็นด้วยกับบางข้อของร่าง แต่ไม่เอาอีกบางข้อในร่างเดียวกันนี้

ข่าวบอกว่าการทำประชามติจะแบ่งเป็นสามแบบฟอร์ม และจะแยกกันนับ แปลว่าผู้มีสิทธิจะต้องกาสามครั้ง และต้องแยกกันนับ

ดังนั้น จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากคนส่วนใหญ่รับร่าง และขณะเดียวกันเสียงส่วนใหญ่ไม่เอาข้อใดข้อหนึ่งในร่างที่ถูกยกขึ้นมาเป็นคำถามในแบบฟอร์ม?

ทั้งหมดนี้เป็นการตั้งคำถามให้ผู้เกี่ยวข้องได้พิจารณา ก่อนที่จะตัดสินว่าจะทำประชามติอย่างไรให้สะท้อนความต้องการของประชาชน โดยไม่ให้เกิดความสับสนงุนงงต่อคนใช้สิทธิ์ที่ต้องการ “ประชาธิปไตย” ที่ไม่เพียงแต่ “กินได้” เท่านั้น แต่ยังอธิบายให้ชัดเจนได้ด้วย