วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เส้นตายกรีซที่รางเลือนอีกครั้งหนึ่ง

หลังเส้นตายที่กรีซต้องชำระหนี้ 307 ล้านยูโรให้กับ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ

 หรือไอเอ็มเอฟเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านพ้นไป โดยที่รัฐบาลกรีซภายใต้การนำของนายอเล็กซีส ซีปราส ได้ขอเลื่อนไปเป็นสิ้นเดือนมิ.ย. แต่การเจรจาระหว่างกรีซกับกลุ่มเจ้าหนี้ทรอยก้าที่ประกอบด้วยสหภาพยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และไอเอ็มเอฟยังคงมีขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุข้อตกลง แต่ล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา คณะตัวแทนเจรจาของไอเอ็มเอฟ ต้องลุกออกจากโต๊ะเจรจาปัญหาหนี้กรีซที่กรุงบรัสเซลส์ เบลเยี่ยม และเดินทางกลับสำนักงานใหญ่ที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐ เหตุเพราะมีความเห็นที่แตกต่างอย่างมากกับรัฐบาลต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดของกรีซ ซึ่งอยู่ในภาวะเสี่ยงว่าจะไม่สามารถจ่ายหนี้จำนวน 7,200 ล้านยูโรได้ทันสิ้นเดือนนี้ โดยในจำนวนนี้เป็นหนี้เฉพาะของไอเอ็มเอฟถึง 1,600 ล้านยูโร

ท่าทีแข็งกร้าวของไอเอ็มเอฟ ล่าสุดมีขึ้นในขณะที่นายโดนัลด์ ทัสค์ ประธานสหภาพยุโรปหรืออียู ได้กล่าวเตือนกรีซให้หยุดเดิมพันอนาคตของประเทศที่กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนเงิน โดยขอให้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะหลีกเลี่ยงหายนะจากการผิดนัดชำระหนี้ ที่อาจนำไปสู่การต้องออกจากยูโรโซนเสียที แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ส่งผลให้กรีซต้องเร่งตัดสินใจโดยเร็วได้ ท่ามกลางแรงกดดันจากการประท้วงต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดของชาวกรีซนับหมื่นที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์ที่ไม่ต้องการให้มีการตัดลดเงินบำเหน็จบำนาญ รวมทั้งการปลดข้าราชการให้มีจำนวนลดลง เพื่อประหยัดรายจ่ายด้านงบประมาณ ในขณะที่ภาวะคนตกงานยังสูงถึง 26% นับตั้งแต่วิกฤติการเงินโลกปี 2009 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตามมีกระแสข่าวว่าอียูได้ขีดเส้น 24 ชั่วโมงให้ทางการกรีซกลับเข้ามาเจรจาพร้อมกับข้อเสนอให้มีการปฏิรูประบบเงินบำนาญ และปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT)

โดยกรอบของการเจรจายังคงมีปัจจัยทางด้านการเมือง และผลทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้นายดมิทริส สตราตูลิส รัฐมนตรีช่วยกระทรวงประกันสังคมของกรีซออกมาขู่ว่า รัฐบาลอาจเลือกยุบสภาจัดเลือกตั้งใหม่ หากเจ้าหนี้ไม่ยอมผ่อนปรนเงื่อนไขในการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ ซึ่งนายอเล็กซีส ซีปราส ได้ยื่นข้อเสนอจำนวน 3 หน้ากระดาษให้กับกลุ่มเจ้าหนี้พิจารณา แต่เงื่อนไขที่กลุ่มเจ้าหนี้ต้องการให้เจรจาอยู่ในกรอบ 3 ปีตั้งแต่ปี 2015-2017 ซึ่งมีไกด์ไลน์ดังนี้คือ ปี 2015 กลุ่มเจ้าหนี้ต้องการให้เกินดุลการคลัง 1%ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2016 เกินดุล 2% และปี 2017 เกินดุล 3% แต่รัฐบาลกรีซต้องดำเนินการให้มีการเกินดุล 0.6%ปี 2015 ขณะที่ปี 2016 เกินดุล 1,5% และปี 2017 เกินดุล 2.5%

สำหรับการปรับขึ้นVATนั้น เจ้าหนี้ต้องการให้ปรับขึ้น 11% กับสินค้ายา อาหาร โรงแรม และจัดเก็บ 23%กับสินค้าอื่น ส่วนรัฐบาลต้องการให้เก็บ 6%กับยา หนังสือ โรงภาพยนตร์ เก็บ 11%กับหนังสือพิมพ์ นิตยสาร อาหารสด พลังงาน น้ำ โรงแรมและร้านอาหาร และเก็บ 23%กับสินค้ารวมถึงอาหารแปรรูป และบริการอื่นๆ นอกจากนี้รัฐบาลกรีซยืนยันไม่ต้องการให้มีการปฏิรูปเพื่อปรับลดเงินบำเหน็จบำนาญ และปรับลดค่าจ้างแรงงาน ตรงกันข้ามรัฐบาลกรีซยอมที่จะดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในส่วนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน แต่กลุ่มเจ้าหนี้ยืนยันให้ปรับลดเงินบำนาญข้าราชการ 0.5% และ 1% ในปี 2015 และ 2016 ตามลำดับ

การเจรจาที่หยุดชะงักงันชั่วคราว กลายเป็นข่าวลือสะพัดถึงเส้นตายภายใน 24 ชั่วโมง ให้กรีซจะต้องเข้าร่วมเจรจา ซึ่งได้รับการปฏิเสธข่าวตามมา แม้กระนั้นการเจรจาระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ยังคงรางเลือน