ท่าทางจะติดลมบน ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะพูดมาก พูดนานยังไง นักข่าวก็ยังต้องฟัง เพราะมี “วลีเด็ดๆ”
ที่นำไปเป็นประเด็นให้ขายข่าวกันได้ทุกวัน
หลายคนดูเบื่อ แต่มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ชื่นชอบและชื่นชม ขนาดคนขายเสื้อยังนำไปทำแบรนด์ “เสื้อยืดลุงตู่กูลิโกะ” ขายตัวละ 350 บาท ก็ยังมีคนแห่ซื้อมากมาย
ในรอบกว่า 50 ปี มี “นายพล” เป็นนายกรัฐมนตรีจากการรัฐประหาร และจัดว่าเป็นประเภทผู้นำป๊อปปูลาร์ ก็มีอยู่ 2 คนคือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
สองขุนศึกนี้เหมือนกันตรงที่มีความเฉียบขาด และ “พูดเก่ง พูดเยอะ”
จะต่างกันตรงที่จอมพลสฤษดิ์ ไม่มีพี่ไม่มีเชื้อ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ มีพี่มีเชื้อคอยประคองเกมการเมือง
วันพุธที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ไปตรวจราชการทางภาคตะวันออก โดยภารกิจแรกคือ เปิดงานวันต้นไม้ประจำปีของชาติ 2558 ที่บริเวณพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแควระบม-สียัด บ้านท่ามะนาว อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา
พร้อมมอบกล้าไม้แก่ “เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน” ในพื้นที่รอยต่อ 5 จังหวัด ประกอบด้วย จันทบุรี, สระแก้ว, ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา และระยอง
พูดง่ายๆ “ลุงตู่กูลิโกะ” ได้กลับ “บ้านบูรพาพยัคฆ์” และมวลชนที่มารับกล้าไม้ ก็อยู่ในเครือข่ายของ “มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด” ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ
บรรดาแม่ทัพนายกองแห่งสายบูรพา ล้วนแต่เป็นกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ไม่ว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ,พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร
ล่าสุดน้องรักของ “ลุงป้อม” คือ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ก็เข้ามาเป็นกรรมการมูลนิธิฯ
ทุกวันนี้ มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เปรียบเสมือน “ศูนย์ประสานงานการเมือง” ของพี่ใหญ่ขุนศึกบูรพา หรือที่สื่อมวลชนเรียกย่อๆว่า “เครือข่ายป่ารอยต่อ”
ก่อนหน้าที่ “ลุงตู่” จะตัดสินใจยึดอำนาจ ที่บ้านพัก “ลุงป้อม” ในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) ซึ่งเป็นที่ตั้งมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ได้กลายเป็นแหล่งนัดพบพูดคุยของนักการเมือง และนักธุรกิจหลากหลายสี
ดังนั้น บทบาทของผู้นำรัฐบาล “ลุงตู่” ก็เล่นไปในหน้าฉาก ส่วน “ลุงป้อม” ก็ช่วยเป็นมือประสานสิบทิศอยู่หลังฉาก
การตัดสินใจกระชับอำนาจ ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อจัดแถวขบวนการปฏิรูปให้เดินไปตามแนวทางของ คสช. และยืดหยุ่นโรดแมพสู่การเลือกตั้ง ได้สะท้อนถึงการดำเนินกลยุทธ์ที่พลิกแพลงของกลุ่มขุนศึก พ.ศ.นี้
ที่สำคัญ เปิดช่องให้นักการเมือง “บ้านเลขที่ 111-109” เข้ามาเป็น สนช. หรือ สปช. หรือรัฐมนตรีได้นั้น ถือว่าเป็นการเปิดประตูที่จะนำไปสู่การปรองดองชาติ
“รัฐบาลแห่งชาติ” ที่พูดกันลอยๆ อาจปรากฏเป็นจริงก็ได้ เพราะประตูที่ถูกปิด มันได้เปิดออกแล้ว
การยึดกุมกลยุทธ์ยืดหยุ่นพลิกแพลงของขุนศึกบูรพา ทำให้ฝ่ายต่อต้าน คสช. มีอาการสะเปะสะปะ คลำเป้าชกไม่ถูก เนื่องจากมัวแต่ท่องสูตรสำเร็จเดิมๆ พอเจอกับ “อำนาจนิยมที่ลื่นไหล” หรือ “ระบอบลุงตู่กูลิโกะ” ก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน
จรัล ดิษฐาอภิชัย ผู้ประสานงานองค์กรเสรีไทยในยุโรป ยังวิจารณ์ว่า นปช. และคนเสื้อแดงยังติดอยู่กับรูปแบบการชุมนุม ที่ลงทุนสูงแต่ไม่ค่อยได้ผล
การต่อต้านเผด็จการ พ.ศ.นี้ ยังติดกับดัก “ความคิดโรแมนติก” ของนักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย ไม่ต่างอะไรกับ “โรคไร้เดียงสาฝ่ายซ้าย” จึงได้แต่เขียนแถลงการณ์ภาษาสวยเท่านั้น
หากในภายภาคหน้า มีคนอย่าง “พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา” และ “หม่อมคึกฤทธิ์” เกิดขึ้นในสังคมไทย โอกาสที่พลังต้าน คสช. จะหักโค่นกลุ่มอำนาจบูรพาพยัคฆ์ ย่อมมีความเป็นไปได้
ฉะนั้น ในชั่วโมงนี้ ก็ต้องหลีกทางให้ “ระบอบลุงตู่กูลิโกะ” ไปก่อน เพราะชาวบ้านร้านถิ่นต้องการให้ “อยู่ต่อ” สักสองสามปี
ให้สบายใจเถิด หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่เคยโกหกใคร และไม่เคยมีกลุ่มอำนาจใด จะจีรังยั่งยืนตราบชั่วฟ้าดินสลาย






