เพื่อรักษาและสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน บนเมกะเทรนด์ของโลก ทั้งการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก สวนทางกับทรัพยากรทางธรรมชาติ
ปัญหาสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น ในฐานะหัวเรือใหญ่ขององค์กรชั้นนำด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร อย่างซีพีเอฟ จึงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างต่อเนื่อง และยังได้ขยายผลการดำเนินนโยบายไปสู่คู่ค้าธุรกิจในห่วงโซ่การผลิตเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และประโยชน์อย่างยั่งยืนให้สังคมและสิ่งแวดล้อม
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความคาดหวังของสังคมต่อองค์กรขนาดใหญ่ ซีพีเอฟตระหนักดีว่า ในฐานะเป็นบริษัทชั้นนำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร ต้องมีบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมตอบสนองความท้าทายการเปลี่ยนแปลงและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ควบคู่ไปกับการบรรลุพันธกิจของบริษัทเพื่อก้าวสู่การเป็น “ครัวของโลก” ตามกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้ 3 เสาหลัก “อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่”
ในการที่จะบรรลุพันธกิจของการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับได้สู่ผู้บริโภค เราต้องคำนึงถึงประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ทุกคนกำลังให้ความสำคัญ เช่น ภาวะโลกร้อน สิทธิมนุษยชน ธุรกิจสีเขียว และยังต้องคิดรวมไปถึงการดำเนินธุรกิจของคู่ค้าที่อยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจของเราทั้งหมด ทั้งผู้จัดหาวัตถุดิบ เกษตรกร และคู่ค้าต่างๆ ทั้งระบบ สิ่งเหล่านี้เข้ามีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของลูกค้า และผู้บริโภค ที่สำคัญเป็นปัจจัยที่นักลงทุนหรือคู่ค้าของเรานำมาใช้ตัดสินใจ
ที่ผ่านมา บริษัทดำเนินภารกิจที่สำคัญหลายประการ เพื่อสร้างความยั่งยืนและตอบรับความท้าทายที่เกิดใหม่ๆ ตลอดเวลา ตั้งแต่ ด้านการพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร การดำเนินโครงการผลิตภัณฑ์ซีพีเอฟที่ยั่งยืน และดำเนินโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพตลอดกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางอย่างต่อเนื่อง เพื่อมีส่วนร่วมบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับเปลี่ยนนโยบายด้านแรงงาน เพื่อสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในการยุติปัญหาค้ามนุษย์ เป็นต้น
ซีพีเอฟผ่านความท้าทายมาหลายประการ เรื่องปลาป่นถือเป็นตัวอย่างและประสบการณ์อันมีค่าสำหรับซีพีเอฟที่สะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมโยงประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมระดับสากลในเรื่อง “สิทธิมนุษยชนในการประมง” สู่การดำเนินกิจการของห่วงโซ่การผลิตของธุรกิจ โดยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นปัญหาต้นทางที่ถือว่าห่างจากการดำเนินงานของบริษัท เนื่องจากเราไม่เป็นเจ้าของ หรือดำเนินกิจการเรือประมง ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ด้วยหลักปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน ที่ประเทศ ประชาชนต้องได้รับประโยชน์และเติบโตควบคู่ไปกับองค์กร เราจึงเข้าไปมีส่วนร่วมในการบรรเทาและแก้ไปปัญหาดังกล่าว
ในทางปฏิบัติ เราสามารถใช้วัตถุดิบอื่นทดแทนปลาป่นได้เกือบทั้งหมด เพราะเราได้วิจัยและพัฒนาแหล่งโปรตีนทางเลือกมาโดยตลอด แต่หลังจากพิจารณาอย่างละเอียดและรอบด้าน เห็นว่า การดำเนินการดังกล่าว เป็นเพียงการแก้ไขที่ปลายเหตุเท่านั้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออาชีพชาวประมง และไม่ได้แก้ปัญหาในอุตสาหกรรมการประมง เราจึงตัดสินใจเลือกทำในสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้อง เหมาะสม และดีกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ด้วยการใช้ศักยภาพของซีพีเอฟเพื่อร่วมผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าเดิมตามหลักปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน ที่ประเทศ และประชาชนได้รับประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจของบริษัท
ซีพีเอฟได้มีส่วนผลักดันการจัดตั้งกลุ่มการพัฒนาความยั่งยืนการประมงไทย ประกอบด้วย 8 สมาคมในห่วงโซ่การประมงไทย เพื่อทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงองค์กรสากล SFP และ WWF ประเทศไทย ในการจัดทำแผนปรับปรุงและพัฒนาความยั่งยืนการประมง (Fishery Improvement Plan - FIP) สำหรับทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันขึ้น
สิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารและพนักงานซีพีเอฟได้เรียนรู้จากสถานการณ์ครั้งนี้ว่า เราสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าเพียงลำพังไม่ได้ ต้องอาศัยการมีส่วนร่วม และการผนึกกำลังระหว่างคู่ค้าธุรกิจของบริษัท ในการที่จะก้าวผ่านความท้าทายต่างๆ และนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงไปด้วยกัน ควบคู่กับการสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และได้รับการยอมรับจากทุกสังคมและชุมชนที่เราไปลงทุน
ซีพีเอฟจึงมีแนวทางผลักดันให้เกิดการขยายเครือข่ายการพัฒนาและยกระดับคู่ค้าธุรกิจในกลุ่มวัตถุดิบและสินค้ากลุ่มอื่นๆ ทุกราย รวมถึงเกษตรกรให้มีขีดความสามารถของการแข่งขันบนพื้นฐานความรับผิดชอบ เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และประโยชน์อย่างยั่งยืนให้สังคมและสิ่งแวดล้อม ในระยะยาวอย่างแท้จริง ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ คุณภาพและความปลอดภัยอาหาร การปฏิบัติต่อบุคลากรอย่างเป็นธรรม เรื่องสิ่งแวดล้อม และการกำกับกิจการที่ดี
ยอมรับว่า “ความยั่งยืน” เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ซีพีเอฟเองมองเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญของทั้งองค์กร และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องถือปฏิบัติและพัฒนาอย่างเคร่งครัด และต่อเนื่อง และต้องเข้าใจหนทางแห่ง “ความยั่งยืน” เป็นการเดินทาง (Journey) ที่ต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือด้วยดีจากผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายทั้งภายในและนอกองค์กร โดยเฉพาะคู่ค้าธุรกิจ เพื่อร่วมพัฒนา และพร้อมก้าวผ่านด้วยความเจตนารมณ์มุ่งมั่นที่จะร่วมสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี ให้เป็นรากฐานที่มั่นคงให้กับคนในวันนี้ และเป็นโครงสร้างที่แข็งแกร่งสำหรับคนรุ่นต่อไป
----------------------
อดิเรก ศรีประทักษ์
กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ









