“อย่าเสียขวัญนะครับท่าน สปช.” ผมพูดกับสมาชิก สปช.ที่แสดงความรู้สึกกังวลต่อภาระหน้าที่งานปฏิรูปที่ได้ริเริ่มฟูมฟักกันมาเกือบปีเต็ม
ว่า หาก สปช.ถูกยุบเลิกไป ใครจะมาสานงานต่อ ขอให้กำลังใจกับการทำหน้าที่อย่างหนักหน่วงของ สปช. ส่วนใหญ่ในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา มีส่วนทั้งในการยกร่างและแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะต้องมาสู่การลงมติ “รับ” หรือ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ คาดว่าน่าจะอยู่ในราวต้นเดือนกันยายน ซึ่งจะเป็นวาระยุติการทำงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ สภาประวัติศาสตร์แห่งแรกของโลกเลยก็ว่าได้
ต้องเรียนว่าเสียงแว่วผ่านมาในเรื่องของการปรับเปลี่ยนแก้ไขโครงสร้างของ สปช.นั้น ได้ยินมาเข้าหูและมีการพูดกันมาอยู่ระยะหนึ่งแล้ว รวมทั้งในแง่ขององค์ประกอบและการทำหน้าที่ในส่วนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ด้วย เพราะแม้จะได้คนเกษียณอายุราชการมาเป็นส่วนใหญ่ แต่การขาดประชุมและการมีผู้อภิปรายแบบซ้ำหน้าของ สนช.ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่มีการพูดถึงกันว่า อาจต้องถึงวาระในการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลเช่นเดียวกัน
สำหรับในส่วนของ สปช.นั้น เป็นที่รู้กันว่า มีทั้งสมาชิกที่มีปัญหาด้านสุขภาพอยู่หลายท่าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีคุณูปการต่อการปฏิรูป แต่สุขภาพของหลายท่านในระยะหลัง ด้วยการกรำงานหนักจึงเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของหลายท่าน รวมทั้งรูปแบบการอภิปราย การล่วงเกินเลยกรอบการเป็น “สภาวิชาการ” เป็นอีกข้อถกเถียงหนึ่ง ไม่แตกต่างจาก “ตัวบุคคล” จำนวนหนึ่งที่ทาง คสช.และคณะรัฐมนตรีอาจพิจารณาประเมินการทำหน้าที่ในช่วงที่ผ่านมา แล้วอาจเห็นว่าเป็นส่วนผสมที่ยังไม่ลงตัว จึงต้องทำการ “เขย่าขวด (shake up)” ให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว
ดังนั้น สปช.ส่วนใหญ่จึงไม่พึงวิตกกังวลอย่างเกินเหตุ และไม่ควรขวัญเสียกับสิ่งที่ได้ริเริ่มกันมา เพราะผลงานที่แต่ละท่านได้ดำเนินการอยู่นั้น จะเป็นเครื่องชี้วัดที่สำคัญในการจะอยู่หรือไป เพราะรัฐบาลและทาง คสช.นั้น ใช้เหตุใช้ผลในการพิจารณาและประเมินผลการปฏิบัติงานของ สปช.มีข้อมูลและประจักษ์พยานต่างๆ รองรับ คนที่อยู่ใน สปช.จำนวนหนึ่งก็เป็นคนที่ต่อสายตรงได้ถึง คสช.และคณะรัฐมนตรี ย่อมมีการรายงานและสื่อสารให้ได้ยินได้ฟังกันอยู่ ซึ่งปกติเชื่อแน่ว่า คสช.และคณะรัฐมนตรี “ย่อมไม่ฟังความข้างเดียว” ต้องมีการตรวจสอบและคานน้ำหนักข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง “ทำให้คนที่คิดว่าจะต้องไปหรืออยู่ น่าจะรู้ตัวเองดี”
ถ้าจะคาดคะเนถึงองค์ประกอบใน “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป” ที่จะมีการจัดตั้งขึ้นทดแทนสภาปฏิรูป ที่กำลังจะสลายไปเมื่อมีการ “รับ “ หรือ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญนี้ จะพบว่าเกณฑ์ที่มีการกำหนดขึ้นทาง คสช.และคณะรัฐมนตรี ต้องการได้คนที่มีศักยภาพที่เป็นคนรุ่นหนุ่มสาวมากขึ้น คือ มีการปรับเกณฑ์อายุให้เข้ามาได้ตั้งแต่อายุ 35 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ทำให้สะท้อนปัญหาหนึ่งที่ได้นำเรียนมาข้างต้นเกี่ยวกับอายุเฉลี่ยของ สปช.ในชุดปัจจุบันที่ว่ากันว่า อยู่ที่ห้าสิบปลายๆ ถึงหกสิบกว่าขวบปี
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างส่วนใหญ่ของ “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป” จะยังเป็น “หน้าเดิม” ใน สปช. เช่น บรรดา ประธานคณะกรรมาธิการ ประธานอนุกรรมาธิการ กรรมาธิการยกร่าง (จำนวนหนึ่ง) และบุคคลที่มีส่วนขับเคลื่อนในการปฏิรูปทั้งในลับและเปิดเผย แต่สำหรับสมาชิกที่ “ขาด” “ลา” “ป่วย” เดินทางบ่อย ขาดการแสดงความคิดความอ่านในวาระโอกาสอันสมควร หรือไม่สามารถทำงานเต็มเวลาให้กับการขับเคลื่อนการปฏิรูปได้ จะเป็นข้อเสียเปรียบของแต่ละบุคคล ดังได้เรียนไว้แล้วว่า แต่ละท่านย่อมทราบอยู่แก่ใจว่าใครประพฤติปฏิบัติตัวเช่นไรในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ทั้งนี้ สำหรับในส่วนของการปฏิรูประบบพรรคการเมือง และการปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย ที่ผมทำหน้าที่เป็นประธานอนุกรรมาธิการอยู่ทั้งสองคณะ ขอเรียนผ่านไปยัง คสช.และคณะรัฐมนตรีว่า ภารกิจการดำเนินงานที่ผ่านมาของทั้งสองคณะนั้น เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และกำลังจะมีการร่างกฎหมายในลักษณะพระราชบัญญัติหรือแม้กระทั่งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญออกมาอีกหลายฉบับ อาทิ เรื่องการสร้างแนวทางการส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายในหน่วยงานองค์กรของฝ่ายบริหาร การออกกฎหมายเพื่อควบคุมจัดการวินัยจราจร การใช้รถใช้ถนน ที่จะเข้าไปดูแลปัญหา “เด็กแว้นซ์” “ เด็กซิ่ง” “บิ๊กไบค์” ทั้งหลาย ขณะเดียวกัน ประเด็นการปฏิรูปเกี่ยวกับพรรคการเมืองจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติในวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน2558 นี้ ทราบว่าจะมีการถ่ายทอดภาพและเสียงทางสถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา จึงใคร่เรียนเชิญผู้สนใจติดตามรับฟังแนวทางการปฏิรูปให้ระบบ “พรรคการเมือง” ของประเทศไทยมีความเข้มแข็งและเป็นสถาบันทางสังคม เหล่านี้คือคำตอบที่จะบ่งชี้ได้ว่า ใครจะไปหรืออยู่ต่อใน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป






