อองซานซูจีเยือนจีนเป็นครั้งแรกในชีวิตระหว่าง 10-14 มิถุนายน และแม้เธอจะเป็นผู้นำฝ่ายค้าน
แต่ก็จะได้พบกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง ถือว่าเป็นการทูตระหว่างปักกิ่งกับย่างกุ้งที่มีนัยสำคัญยิ่ง
เพราะจีนต้อนรับเธอเสมือนเป็นผู้นำประเทศ ที่มีศักดิ์ศรีเท่ากับประธานาธิบดีของพม่าเลยทีเดียว
โดยภาษาทางการ การเยือนครั้งนี้เป็นการสร้างสัมพันธ์ระหว่างพรรคต่อพรรค มิใช่ระดับรัฐบาลกับรัฐบาล
คำเชิญมาจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน ไปยังพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy) ที่อองซานซูจีเป็นหัวหน้า
ทำไมอองซานซูจี เพิ่งจะได้ไปเยือนจีนเป็นครั้งแรก? คำตอบก็คือก่อนหน้านี้ปักกิ่งไม่ค่อยจะแน่ใจว่าจะปฏิบัติต่อเธออย่างไร
จีนเคยมองว่าเธอเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เป็นขวัญใจของโลกตะวันตก และมีค่านิยมเรื่องการเมืองที่โอนเอียงไปทางด้านตะวันตก มากกว่าที่จะมองจีนเป็นพันธมิตรในการเรียกร้องเสรีภาพเพื่อคนพม่า
อีกทั้งในอดีตจีนมีความสนิทสนมกับผู้นำทหาร ที่ปกครองประเทศแบบเผด็จการ ภายใต้การนำของนายพลตานฉ่วย ซึ่งมองอองซานซูจีเป็นศัตรูทางการเมือง
โดยนัยของการตีความในขณะนั้น จีนก็ต้องมองว่าเธอยืนอยู่คนละข้างกับจีนด้วย
แต่วันนี้การเมืองพม่าเปลี่ยนไปมากโข สหรัฐและญี่ปุ่นเข้ามามีบทบาทคึกคักในการสร้างเสริมเศรษฐกิจของพม่า ขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดีเต็งเส่ง พยายามจะรักษาดุลถ่วงระหว่างสหรัฐฯกับจีนอย่างระมัดระวัง ทำให้จีนไม่ได้เป็น “เพื่อนสนิทเป็นพิเศษ” ของพม่าเหมือนแต่ก่อน
จีนเห็นสหรัฐกับญี่ปุ่นมาสร้างอิทธิพลและบารมีเข้มข้นขึ้นในพม่า ก็ย่อมจะต้องปรับยุทธศาสตร์ทางการเมืองเช่นกัน
นี่คือเหตุผลหลักที่ปักกิ่งเชิญอองซานซูจี ไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกโดยไม่มีอาการตะขิดตะขวงใจเหมือนแต่ก่อน
น่าสังเกตด้วยว่า อองซานซูจี มาจีนไม่กี่เดือนก่อนจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในพม่า อันอาจจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนบทบาททางการเมืองของทั้งฝ่ายทหารและอองซานซูจี
จีนมีข้อตกลงกับพม่าในโครงการหลายด้าน และรายละเอียดของความร่วมมือระหว่างสองประเทศก็จะต้องมีการถกแถลงกันในรัฐสภา ซึ่งมีทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน มิอาจจะเป็นเรื่องแอบทำกันมุบมิบเหมือนสมัยที่ความสัมพันธ์ของสองประเทศเป็นเรื่องของรัฐบาลทหารกับผู้นำปักกิ่งเท่านั้นอีกต่อไป
พรรค NLD ของอองซานซูจี ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็มีอิทธิพลสูงในการเมืองพม่า ดังนั้นผู้นำจีนจึงมิอาจจะมองข้ามความสำคัญของบทบาทของเธอได้แม้แต่น้อย
การเชิญเธอไปเยือนจีนครั้งจึงช้าไปด้วยซ้ำสำหรับจีน
ก่อนหน้านี้ อองซานซูจีเองก็คงจะลังเลที่ไปเยือนจีน เพราะไม่แน่ใจว่าการเปิดตัวของเธอในปักกิ่งจะเป็นการสร้างผลทางด้านบวกหรือลบ แต่ในยามที่เธอจะต้องต่อรองกับผู้นำทหารและสวมบทบาทของการเป็นนักการเมืองระดับสากล ผู้นำฝ่ายค้านอย่างเธอจึงเห็นโอกาสของการเยือนจีนเป็นการสร้างอำนาจต่อรองครั้งสำคัญสำหรับเธอ
หัวข้อการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้นำจีนกับอองซานซูจี คงหนีไม่พ้นเรื่องความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ และประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองและความมั่นคงตรงชายแดนระหว่างสองประเทศโดยเฉพาะกรณีการต่อสู้ตรงชายแดนของพม่า ที่ล่วงล้ำเข้าไปในจีนจนมีการใช้เครื่องบินของพม่าโจมตีข้ามพรมแดนทำให้คนจีนตายไป 4 คนเมื่อเร็ว ๆ นี้
ประเด็นชนกลุ่มน้อยของพม่ากับจีนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ที่จะต้องปรับความเข้าใจกับทั้งระดับรัฐบาลและพรรค
วันนี้ ภาพของอองซานซูจีจับมือกับสีจิ้นผิงและหลี่เค่อเฉียง จึงเป็นก้าวใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนเก่า ที่ต้องปรับท่าทีทั้งคู่เพื่อผลประโยชน์ที่แปรเปลี่ยนและเพื่อรักษาดุลถ่วงแห่งอำนาจระหว่างประเทศที่ตอกย้ำสัจธรรมที่ว่า
ไม่มีมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร ไม่มีการเมืองระหว่างประเทศ มีแต่ผลประโยชน์ของแต่ละชาติเท่านั้น









