เพื่อนคนไทยที่ไปประชุมต่างประเทศบ่อย ๆ มีเรื่องแซวคนไทยกันเองที่เดินทางไป “ทัศนศึกษา” ในต่างแดน
ว่ามีความโดดเด่นเป็นพิเศษ จนเพื่อนต่างชาติล้อเล่นว่าคนไทยนี่มีความสามารถทางด้าน “4S” อย่างน่าทึ่งมาก
โดยเฉพาะข้าราชการไทยที่ใช้เงินภาษีประชาชน เดินทางไปต่างประเทศภายใต้กิจกรรม “ทัศนศึกษา” หรือ “ฝึกงาน” หรือ “สัมมนา”
สี่ S ที่ว่านี้คือ
Smile
Silent
Sleep
Shopping
แต่จะไม่มีกิจกรรม 4D ที่ตัวแทนจากประเทศอื่น ๆ ถือเป็นภารกิจสำคัญเลยคือ
Discussion
Debate
Deliberation
Decision
ภาพลักษณ์ของข้าราชการ, อาจารย์, นักศึกษา และนักการเมืองไทย ที่ไปร่วมเวที หรือสัมมนาในต่างประเทศจึงมักจะออกมาในลักษณะ “น่ารัก” “เป็นมิตร” และ “ว่าไงว่าตามกัน” มากกว่าจะร่วมถกแถลง หรือวิเคราะห์กับวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาในที่ประชุม
ผมไม่แน่ใจว่าที่แซวกันเล่นอย่างนี้ เป็นการแสดงความชื่นชม หรือสะท้อนถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษาของไทย
หรือหากเราเชื่อว่านี่คือ “บุคลิกประจำชาติ” ของคนไทยในเวทีระหว่างประเทศ, เราควรจะภูมิใจหรือเสียใจ
หรือจะต้องปรับเปลี่ยนวิถีปฏิบัติของคนไทยหรือไม่
Smile เป็นคุณสมบัติที่น่าเลื่อมใสของคนไทย เพราะรอยยิ้มคนไทยเป็นที่ประจักษ์ว่าจริงใจและเป็นมิตร
แต่บ่อยครั้ง คนไทยก็ยิ้มเพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรหรือพูดอะไรไม่ออก หรือฟังเขาพูดไม่รู้เรื่อง ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าเป็นห่วง เป็นคุณสมบัติที่เราไม่ควรจะภูมิใจเท่าไหร่นัก
Silent คือความเงียบงันระหว่างการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวงเสวนา หรือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ข้อนี้ความโดดเด่นของไทยเราคื อการแสดงความเงียบต่อทุกเรื่องทุกหัวข้อ จะเป็นเพราะเชื่อในภาษิตโบราณว่า “น้ำนิ่งไหลลึก” หรือ “นิ่งเสียตำลึงทอง” ก็ไม่อาจจะทราบได้
แต่หากเราเงียบในทุกเวที ทุกหัวข้อ บางครั้งเขาก็คงจะตีความว่าเราไม่เข้าใจ ไม่มีความรู้ ไม่มีความเห็น ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญและมีความเกี่ยวพันกับการต้องตัดสินใจไปทางใดทางหนึ่ง
อย่างนี้ทำให้เกิดความเสียหายต่อภารกิจขององค์กรของคนไทยนั้น ๆ ได้อย่างยิ่งทีเดียว
ส่วน Sleep นั้น เกิดขึ้นบ่อยครั้งเช่นกันในเมื่อข้าราชการ หรือนักการเมืองไทยไปร่วมสัมมนากับเขา นอกจากจะ Silent แล้วก็ยังถือโอกาส Sleep เสียเลย มิหนำซ้ำบางครั้งยังกรนเสียงดังจนกลายเป็น Snore เพิ่ม S อีกตัวอย่างน่าอับอายอีกด้วย
เรื่อง Shopping เป็นกิจกรรมสำคัญยิ่งสำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ไทย ที่เดินทางไป “ทัศนศึกษา” ต่างแดน จนมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่ว
ในบางกรณี แทนที่จะเข้าร่วมประชุมสัมมนา เจ้าหน้าที่ไทยกลับหลบไปช็อปปิ้งหน้าตาเฉยจนเป็นที่เลื่องลือในแวดวงข้าราชการของชาติอื่น ๆ
ส่วนกิจกรรมที่เป็นหัวใจของทัศนศึกษา มักจะไม่ได้รับความสนใจเพียงพอในหมู่ข้าราชการไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง discussion อันหมายถึงการแลกเปลี่ยนความเห็นหรือ debate ซึ่งสะท้อนถึงความรอบรู้และความสามารถของข้าราชการไทย ในเรื่องราวที่เกี่ยวกับหัวข้อของการสัมมนานั้น ๆ
ยิ่ง deliberation ซึ่งคือการเจาะลึกในเรื่องนั้น ๆ หรือวิเคราะห์ประเด็นให้กว้างและลึกกว่าที่ผู้อื่นนำเสนอก็ยิ่งหาได้ยากยิ่งในหมู่ข้าราชการไทย
ส่วน decision นั้น ก็ไม่ใคร่จะเป็นคุณสมบัติพิเศษของข้าราชการไทยที่ไปร่วมเวทีระหว่างประเทศนัก
เพราะนั่นหมายถึงการแสดงตนเป็นผู้นำของการเสวนา สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับกิจกรรมที่ร่วมกันทำกับคนชาติอื่น และแสดงออกถึงซึ่งความเป็นผู้สามารถกำหนดทิศทางการสนทนาได้
ในเวทีอาเซียน เมื่อเรามีแต่ 4S แต่ขาด 4D เราจึงได้ตำแหน่งแต่เพียง “คนน่ารัก” แต่ไม่อาจจะก้าวไกลไปถึงการเป็น “คนเก่งที่น่าเอาอย่าง” เช่น ข้าราชการสิงคโปร์, มาเลเซีย, หรืออินโดฯ แสดงออกเป็นนิจศีลในเวทีสากลได้เลย
ไม่ต้องเอ่ยถึงเมื่อข้าราชการไทยเจอคนจากชาติตะวันตก หรืออินเดียและจีน ในโต๊ะเสวนานานาชาติ ภาพของ 4S จะทำลายความมั่นใจระดับชาติของเราได้มากมายเพียงใด






