ท่ามกลางการพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอแนะของหลายฝ่าย ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)
ยกร่างรัฐธรรมนูญ และอยู่ระหว่างการเตรียมแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 เพื่อเปิดช่องให้มีการ “ลงประชามติ” กลับมีข้อเสนอใหม่สอดแทรกเข้ามา นั่นคือ
ข้อเสนอในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 308 เพื่อกำหนดว่าหลังรัฐธรรมนูญบังคับใช้แล้ว ให้มีการทำประชามติสอบถามประชาชน ว่าเห็นด้วยที่จะให้มีการปฏิรูปก่อนไปสู่การเลือกตั้งเป็นเวลา 2 ปี หรือไม่ จากเดิมที่กำหนดว่าหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว ต้องมีการเลือกตั้ง ส.ส.ภายใน 90 วัน และดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่ง ส.ว. ภายใน 150 วัน
และพอเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ไม่ปฏิเสธ “ถ้าให้ผมอยู่ ผมก็อยู่ แต่ต้องไปหาทางมา... ต้องปกป้องผมจากภายนอกประเทศ รวมถึงภายในประเทศด้วย ที่กล่าวหาว่าผมอยากสืบทอดอำนาจ” (จากการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์/ 4 มิ.ย.) ก็กลายเป็นความเคลื่อนไหวอย่างสอดรับ
โดยเฉพาะกลุ่มของ ไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ที่เสนอให้ประชาชนที่ต้องการให้มีการปฏิรูปให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง รวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อพิจารณาให้ทำประชามติให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งเป็นเวลา 2 ปี
ก่อนที่
“หลวงปู่พุทธะอิสระ” จะเสนอตัวเป็นแกนนำในการรวบรวมรายชื่อประชาชน 5 หมื่นชื่อเพื่อเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ทำประชามติเอง
ขณะที่ข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของหลายฝ่าย ก็ดูเหมือนจะขัดแย้งกับร่างเดิมของ กมธ.ยกร่างอยู่ไม่น้อย เฉพาะของรัฐบาลก็
100 กว่าเรื่องเข้าไปแล้วที่เสนอแนะแก้ไข ซึ่งก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า ถึงที่สุดแล้ว กมธ.ยกร่างแก้ไขประเด็นไหนบ้าง เป็นไปตามข้อเสนอของใครเป็นสำคัญหรือไม่ ไม่นับว่า สุดท้ายแล้ว“สปช.” จะรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ด้วย
ประเด็นที่เกิดขึ้นในเวลานี้ คือ เราต้องการอะไรกันแน่!?
เราต้องการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อการ “ปฏิรูป” แต่ปรากฏว่า ที่ยกร่างขึ้นมา มีกระแสตอบรับน้อยกว่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะหัวใจสำคัญของการบริหารประเทศ อย่างตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ส.ส. และ ส.ว. ยิ่งกมธ.ยกร่างค่อนข้างหวงการแก้ไขอยู่ด้วย
เราต้องการ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ก็ยังมีคำถามว่า แค่ไหนอย่างไรในเวลา 2 ปี เสร็จทุกเรื่อง สามารถส่งต่อให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ หรือว่า ยังจะมีหลายเรื่องที่ต้องการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องในรัฐบาลเลือกตั้งอีก จำเป็นหรือไม่จะต้องมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญกำกับการปฏิรูปประเทศอย่างที่ยกร่างเอาไว้ แล้วต่างอย่างไรกับการทำตามโรดแมพที่วางเอาไว้?
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจล่าสุด (7 มิ.ย.) ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) เรื่อง “นายกรัฐมนตรี ส.ส. และ ส.ว. รูปแบบไหนดี” เอาเฉพาะอันดับแรก ที่สะท้อนต่อประเด็นคำถาม ถือว่าเป็นกลุ่มตัวอย่างที่น่าสนใจทีเดียว
เริ่มจาก ที่มาของนายกฯ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.40 ระบุว่า ต้องมาจาก ส.ส.เท่านั้น(ข้อเสนอของสปช.) ส่วน ส.ส. พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 41.04 ต้องการให้ใช้ระบบตามรัฐธรรมนูญ 2550 คือมี ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตละ 1 คน และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อโดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง (ข้อเสนอของรัฐบาล)
สำหรับ ส.ว. พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 60.48 ระบุว่า ให้มี ส.ว.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ 2 คน (ข้อเสนอของสปช.)
เหล่านี้ ล้วนจำเป็นต้องทำให้ชัดเจนว่าเราต้องการอะไรกันแน่ เพราะไม่เช่นนั้น เราจะมีทิศทางปฏิรูปประเทศที่สะเปะสะปะแค่ไหนลองคิดดู






