วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“Make in India” และ “National Investment Pact” ของเยอรมัน

ในช่วงที่ประเทศชั้นนำต่างพาเหรดกันใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นการใหญ่ ในขณะนี้ ก็ยังมีประเทศอย่างน้อย 2 ประเทศที่เร่งเครื่องพัฒนาประเทศ

ด้วยการลงทุนภาครัฐในโครงการที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ในอนาคตของตนเอง

เริ่มจาก แคมเปญ “Make in India” ของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ที่ต้องการให้อินเดียสามารถผงาดเป็นประเทศแนวหน้าของโลกในอีกไม่เกิน 20 ปี ดังนี้

หนึ่ง การผ่อนคลายกฎหมายแรงงาน ต้องบอกว่ากฎหมายแรงงานของปกป้องลูกจ้างชาวอินเดียจนนายจ้างไม่สามารถบริหารจัดการด้านแรงงานได้อย่างคล่องตัวเหมือนประเทศอื่น จึงทำให้งานใหม่ๆ จะเป็นงานที่เป็นแบบลับๆ เป็นส่วนใหญ่

ซึ่งในประเด็นนี้นายกฯโมดีได้กล่าวว่าความยากในประเด็นของกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดส่งผลให้ไม่มีใครอยากจ้างแรงงานในระบบ จึงได้มีการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวในเมืองที่พรรครัฐบาลปกครองอยู่ ถึงแม้จะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด ทว่าก็เป็นโครงการบุกเบิกให้ทั่วประเทศได้ทำตามต่อไป

สอง การปฏิรูประบบภาษี ตรงนี้ถือเป็นจุดอ่อนของอินเดียในตอนนี้ บริษัทข้ามชาติหลายแห่งโดนเรียกภาษีย้อนหลังจนเกิดการฟ้องร้องกันมาหลายรายแล้ว การปฏิรูปดังกล่าวรวมถึงมาตรการปรับให้โครงสร้างภาษีบริษัทเอกชนและภาษีเงินได้มีความยุ่งยากน้อยลง อย่างไรเสียงานใหญ่นี้คงยังไม่เสร็จภายในเดือนเมษายนปีหน้าตามที่นายโมดีให้สัญญาไว้ อย่างไรก็ดี การใช้อัตราภาษีที่มีความใกล้เคียงกันมากขึ้นทั่วประเทศในขณะนี้ ก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของระบบภาษีอินเดีย รวมถึงการเติบโตของเศรษฐกิจอินเดียในช่วงต่อไป

สาม การปฏิรูประบบพลังงาน การแก้ไขมีอยู่ 2 เปราะ เริ่มจากที่เริ่มมีการประมูลถ่านหินที่มีความเป็นธรรมมากขึ้นและการสร้างรางรถไฟที่สามารถนำถ่านหินไปใช้ได้ทั่วประเทศ รวมถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานน้ำ อย่างไรก็ดี ณ ตอนนี้ การใช้เครื่องจักรส่วนใหญ่ในอินเดียก็ยังใช้พลังงานถ่านหินอยู่ดี

ท้ายสุด ประเด็นที่ถือว่าค่อนข้างฮ็อตมาก คือการปฏิวัติระบบที่ดิน ปัจจุบัน ภาคเอกชนอินเดียมีที่ดินเพื่ออุตสาหกรรมไม่เพียงพอกับธุรกิจที่จะขยาย แต่เดิมการซื้อขายที่ดินเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก นายกฯโมดีได้ออกกฎหมายชั่วคราวเพื่อเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติดังกล่าว ทว่าก็มีเสียงค้านโดยกล่าวว่านายโมดีเอาแผ่นดินไปขายให้ต่างชาติ อีกทั้งยังบอกว่ากฎหมายที่ร่างอยู่นั้นเต็มไปด้วยช่องโหว่ ซึ่งอย่างไรเสีย มาตรการที่ว่าก็ยังไม่สามารถผ่านเป็นกฎหมายโดยสมบูรณ์ได้ในเร็ววัน

หันมาดูทางฝั่งเยอรมันกันบ้าง รัฐบาลเยอรมันได้จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาด้านการลงทุน ให้สนับสนุนการลงทุนของภาครัฐเยอรมันด้วยการเสนอกฎหมายการลงทุนแห่งชาติหรือ “National Investment Pact” เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐในระดับท้องถิ่นได้มีโอกาสเพิ่มการลงทุนด้วยมูลค่าอย่างน้อย 1.5 หมื่นล้านยูโรในอีก 3 ปีข้างหน้า รวมถึงการทำให้โครงการต่างๆ ที่ค้างอยู่ในตอนนี้กว่า 1.2 แสนล้านยูโรให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้

สำหรับโครงการที่มีความโดดเด่นที่สุด ได้แก่ โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและเอกชน ซึ่งทางเยอรมันได้แบ่งออกเป็น 2 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนที่เจาะกลุ่มนักลงทุนสถาบัน และอีกหนึ่งกองทุนที่ขายให้กับนักลงทุนรายย่อย ซึ่งทางการเยอรมันเชื่อมั่นว่าผลตอบแทนจากโครงการการลงทุนดังกล่าวจะมีผลตอบแทนที่สูงพอจนสามารถจูงใจนักลงทุนทั้ง 2 กลุ่มนี้

โดยโครงการนี้ ต้องบอกว่านักลงทุนที่มาลงทุนต้องมีจิตสาธารณะและมีเลือดรักชาติอยู่ในตัวเอง เนื่องจากจะนำเงินไปลงทุนในรายอุตสาหกรรมที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ ทว่าในระยะหลังเริ่มล้าหลังประเทศคู่แข่งในเอเชียและสหรัฐอเมริกาในแง่ของการวิจัยและพัฒนา ทั้งนี้ กองทุนดังกล่าวจะไปผลักดันให้งบวิจัยและพัฒนาของเยอรมันสูงขึ้นจากร้อยละ 3 เป็น ร้อยละ 3.5 ของจีดีพี

รายอุตสาหกรรมที่กองทุนดังกล่าวจะไปลงทุนที่เซกเตอร์พลังงาน ให้มีความสมดุลและยั่งยืนที่สุดในยุโรป และ จะทำการสร้างโครงข่ายดิจิทัลแบบยกเครื่องใหม่ เพื่อให้ประเทศมีความเป็นศูนย์กลางในโลกของดิจิทัล นอกจากนี้ รัฐบาลเยอรมันมีจุดโฟกัสในเรื่องนี้อยู่ 3 ส่วน ได้แก่

หนึ่ง การปรับแรงจูงใจให้แหล่งทุนในตลาดหลักทรัพย์มีความน่าสนใจไม่แพ้จากแหล่งอื่นๆ โดยได้มีการเพิ่มส่วนลดภาษีให้กับนักลงทุนที่ต้องเสียภาษีจากเงินปันผลและกำไรจาก Capital Gains รวมถึงแก้กฎหมายในมาตราที่ทำให้นักลงทุนตลาดหลักทรัพย์เสียเปรียบแหล่งทุนอื่นๆ

สอง ตอนนี้แรงงานที่มีความชำนาญขาดแคลน จึงทำให้มีการสนับสนุนทางการเงินให้มีการสอนวิชา MINT (Math IT Natural Sciences และ Technology) ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา รวมถึงให้การศึกษากับผู้หญิงและผู้อพยพเข้ามาที่เยอรมัน

สาม สร้างระบบภาษีให้เกิดการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศและแก้ปัญหาสมองไหล ด้วยการสนับสนุนกิจกรรมวิจัยและพัฒนา

โดยรัฐบาลเยอรมันจะสร้างระบบการประเมินที่ดีต่อโครงการทั้งหมด เพื่อให้มีการกระจายเม็ดเงินที่เหมาะสมกับภาพรวมของประเทศ

ผมคิดว่าทั้งสองประเทศ มีแผนการลงทุนที่สามารถตอบโจทย์ยุทธศาสตร์การพัฒนาของตนเองในอนาคตได้เป็นอย่างดีครับ

---------------------
หมายเหตุ หนังสือเล่มล่าสุดด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “เล่นหุ้นในไทย รวยไกลรอบโลก” วางจำหน่ายทั่วประเทศ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ
กรุงเทพธุรกิจ