ผู้เขียนจำได้ว่า ตั้งแต่จำความได้ เข้าเรียนหนังสือชั้นประถม ก็ได้ยินคำว่าปฏิวัติ ปฏิรูป มาเป็นลำดับ
คำว่าการปฏิวัติกับการปฏิรูปนั้น ได้ยินจากวิทยุและผู้ใหญ่พูดกัน เมื่อมีคณะทหารยึดอำนาจการปกครอง บางคณะก็เรียกตัวเองว่าคณะปฏิวัติ บางคณะก็เรียกตัวเองว่าคณะปฏิรูป สลับกันไป
เมื่อโตขึ้นมาจนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ก็ได้รู้เพิ่มอีกคำหนึ่งคือ การอภิวัฒน์ ซึ่งนำมาเรียกขานการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร์เมื่อปี 2475 ทั้งคำ ปฏิรูป ปฏิวัติ อภิวัฒน์ ผู้ใช้ก็มีจุดมุ่งหมายไปในทางเดียวกัน คือ การทำให้ดีขึ้น ทำอะไรให้ดีขึ้น ก็ทำสังคมไทยให้ดีขึ้นกว่าเดิม ตามที่คณะผู้ใช้ได้กล่าวอ้าง (ทั้งนี้ เว้นไว้ไม่กล่าวถึงความหมายในทางนิรุกติศาสตร์ ที่มีวิเคราะห์วิจัย วิจารณ์กันว่า เป็นการนำคำมาใช้ไม่ถูกต้อง เช่นคำว่า ปฏิวัติ ไม่ใช่การทำให้ดีขึ้น เป็นต้น) แต่ก็เป็นที่น่าสงสัยว่า พวกเราที่รวมกันเป็นสังคมไทยนี้ ต้องการการปฏิวัติ การปฏิรูป การอภิวัฒน์กันจริงๆ หรือไม่ กล่าวเฉพาะปัจจุบันนี้ที่มีการพูดถึงการปฏิรูปกันอย่างขนานใหญ่ (อันที่จริงก็มีการพูดถึงมาเสมอในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา)
ในขณะที่มีการมีพูดถึงการปฏิรูปสังคมไทยด้านต่างๆ กันอย่างกว้างขวาง โดยการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญที่กำลังยกร่างกันอยู่ในขณะนี้ ซึ่งถ้าจะพูดว่าเป็นสิ่งที่คนไทยส่วนมากปรารถนาที่จะให้เกิดการปฏิรูปอย่างจริงจังก็ไม่ผิดนัก (แน่นอนล่ะ คงไม่สามารถกล่าวอ้างได้ว่าเป็นคนไทยทุกคน) แต่เป็นที่น่าสงสัยว่า เราเรียกหาและปรารถนาที่จะให้สังคมไทยเกิดการปฏิรูป แต่เราคือคนไทยกลับนิ่งเฉยอยู่หรือไม่ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือไม่ ผู้เขียนจึงขอตั้งคำถามให้ท่านหาคำตอบ โปรดตอบด้วยความซื่อสัตย์ ไม่ลำเอียงเข้าข้างตัวเอง ดังนี้
1.ท่านเคยทำผิดเล็กๆ น้อยๆ เช่น ทำผิดกฎจราจร โดยขับรถแซงในที่คับขัน ฝ่าไฟเหลือง กลับรถซ้อนคันทำให้กีดขวางทางคันอื่น เลี้ยวไม่เปิดไฟเลี้ยว เพื่อนขอทางแล้วไม่ให้ ไม่หยุดให้คนข้ามถนนทั้งๆ ที่เขาอยู่บนทางม้าลายตรงกลางถนน ฯลฯ ความผิดที่เคยทำดังกล่าวปัจจุบันยังทำอยู่หรือไม่
2.ท่านที่เป็นพ่อค้านักธุรกิจ ที่เคยเอาเปรียบผู้ซื้อ ทำลายคู่แข่ง แต่งบัญชีเลี่ยงภาษี ให้สินบนเจ้าหน้าที่ กดขี่แรงงาน โกงปริมาณสินค้า ฯลฯ ท่านยังทำอยู่หรือไม่
3.ท่านที่เป็นพ่อแม่ ที่เคยทำตัวอย่างที่ไม่ดีให้ลูกเห็น นับแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การขับรถผิดกฎจราจรในข้อ 1 รวมถึงในข้อ 2 และอื่นๆ อันเป็นเรื่องไม่ดีไม่งาม ผิดกฎหมายและศีลธรรม ท่านยังทำอยู่หรือไม่
4.ท่านที่เป็นครู อาจารย์ ที่เคยทำตัวเป็นบุคคลไม่น่านับถือเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่เด็ก เช่น เอาเวลาราชการไปขายประกัน ขายตรง กั๊กความรู้ไม่สอนในห้องเรียน แต่ให้นักเรียนไปเรียนพิเศษกับตัวเอง กินเหล้าเมาสุรา ศุกร์เมา เสาร์นอน อาทิตย์ถอน จันทร์ลา และอีกสารพัด ท่านยังทำอยู่หรือไม่
5.สื่อมวลชนทั้งหลาย ทำหน้าที่ของตนอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจนลืมรายงานข้อเท็จจริงหรือไม่ รักษาผลประโยชน์กำไรขาดทุนขององค์กร (ที่อยู่ในตลาดหุ้น) จนละเว้นปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องที่จะกระทบกับประโยชน์ของตนหรือไม่
เพียงคำถาม 5 นี้ก็คงพอจะได้คำตอบแล้วว่า เราคือสังคมไทยต้องการปฏิรูปจริงๆ หรือไม่ ถ้าเราต้องการปฏิรูปจริงๆ ก็ต้องเริ่มต้นจากตัวเอง ปฏิรูปตัวเอง เมื่อปัจเจกบุคคลปฏิรูปตัวเองแล้ว ย่อมนำไปสู่การปฏิรูปสังคมได้ง่ายขึ้น ดังเช่นสังคมใดคนมีศีลธรรมในศาสนาของตน มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตน มีสำนึกในส่วนรวม เคารพกฎระเบียบร่วมกัน ก็ย่อมเป็นสังคมที่ง่ายต่อการจะเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม
ผู้เขียนหวังว่า สิ่งที่เราเคยทำใน 5 ข้อนี้ เราจะเปลี่ยนแปลงกันได้ เปลี่ยนแปลงกันแล้ว หรือเริ่มเปลี่ยนแปลง หากเป็นเช่นนั้นก็แสดงว่า เราคนไทยพร้อมที่จะปฏิรูปกันแล้ว
แต่ถ้าหากเหมือนเดิม เรายังทำเหมือนเดิม ก็แสดงว่าเราไม่ต้องการการปฏิรูปจริงๆ เพียงแต่เป็นวาทกรรมที่พูดกันอย่างเท่ๆ อีกครั้งหนึ่ง คำว่าปฏิรูปที่ผู้เขียนได้ยินมาตั้งแต่เด็ก ก็คงจะได้ยินต่อไปจนแก่ โดยที่เป็นแค่วาทกรรมสุดหรูเท่านั้นเอง.






