วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่หายไปของโบลิเวีย

นโยบายการยึดสัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรวมถึงยึดกิจการต่างๆ ให้รัฐบริหารจัดการเอง (nationalization) ของประเทศเวเนซุเอลานั้น

เป็นต้นตอวิกฤติเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาตามที่มีนักวิชาการผู้มีประสบการณ์ทางด้านเศรษฐศาสตร์การเงินและข่าวบทความทางเศรษฐกิจจากสื่อต่างๆ ได้วิเคราะห์เอาไว้ การที่รัฐบริหารกิจการต่างๆ ดังกล่าวเองทุกอย่างทำให้เกิดปัญหาเรื่องประสิทธิภาพและความโปร่งใสอย่างมากรวมถึงนโยบายที่ไม่แน่นอนของรัฐบาลส่งผลให้เอกชนและต่างชาติถอนทุนออกไปจนหมด ทำให้ทุกวันนี้เกิดภาวะอัตราเงินเฟ้อสูงมากและขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างหนักจนถึงขั้นมีข่าวว่าต้องเอาธนบัตรมาใช้แทนกระดาษชำระเพราะหาซื้อกระดาษชำระไม่ได้ถึงแม้ว่าเวเนซุเอลาที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบมากที่สุดในโลกก็ยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบเบาจากต่างประเทศเพราะปริมาณการผลิตน้ำมันดิบเบาได้ลดลงอย่างมากจนไม่เพียงพอต่อการใช้ในกระบวนการผลิตน้ำมันดิบหนักพิเศษในเวเนซุเอลาเนื่องจากการขาดการลงทุนที่ต่อเนื่องในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั่นเอง


อีกประเทศหนึ่งในทวีปอเมริกาใต้ที่ใช้นโยบายคล้ายๆ กับประเทศเวเนซุเอลาเช่นกันก็คือ “ประเทศโบลิเวีย” ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเลมีอาณาเขตติดประเทศบราซิลทางทิศเหนือและทิศตะวันออก ติดประเทศปารากวัยและอาร์เจนตินาทางทิศใต้ และติดประเทศชิลีและเปรูทางทิศตะวันตก มีประชากรประมาณ 11 ล้านคน โดยมีสินค้าส่งออกที่สำคัญคือ ก๊าซธรรมชาติ แร่ดีบุก
ในช่วงปี 1998 - 2002 บริษัทน้ำมันต่างๆ ที่เข้ามาสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในโบลิเวียได้ค้นพบปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจำนวนมากด้วยนโยบายของรัฐบาลโบลิเวียในช่วงนั้นที่จูงใจให้บริษัทเอกชนต่างชาติระดมการลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจนค้นพบปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่พิสูจน์แล้ว (ProvedNatural Gas Reserves) สูงสุดถึง 28.7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตซึ่งเป็นรองเพียงแค่ประเทศเวเนซุเอลาในทวีปอเมริกาใต้


ขณะนั้นรัฐบาลโบลิเวียเก็บค่าภาคหลวงอยู่ร้อยละ 18 และภาษีปิโตรเลียมร้อยละ 32 ที่เก็บโดยตรงจากมูลค่าปิโตรเลียมที่ผลิตได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายเรียกว่า The ImpuestoDirectoen los Hidrocarburos (IDH) จะทำให้รัฐมีส่วนแบ่งร้อยละ 50 ของมูลค่าปิโตรเลียม ต่อมาในวันที่ 1 พฤษภาคม 2006 ประธานาธิบดีเอโบ โมราเลส แห่งโบลิเวียได้ออกกฎหมายแปรรูปบริษัทน้ำมันแห่งชาติ YPFB (YacimientosPetrolíferosFiscales Bolivianos) กลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% ยึดสัมปทานปิโตรเลียมทั้งหมดจำนวน 56 แปลงและบังคับให้บริษัทน้ำมันต่างชาติทำสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมฉบับใหม่ภายใน 180 วัน ถ้าไม่ตกลงก็ต้องออกจากโบลิเวีย โดยสัญญาใหม่จะเรียกเก็บผลประโยชน์ตอบแทนของรัฐเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 82 ของมูลค่าการผลิตทั้งหมดก่อนหักค่าใช้จ่ายสำหรับแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ 2 แหล่ง San Alberto และ San Antonio ทำให้รัฐสามารถจัดเก็บผลประโยชน์ได้เพิ่มขึ้นจำนวนมากและนำมาเป็นงบประมาณในการสร้างระบบสาธารณูปโภค โรงเรียน และโรงพยาบาลรวมถึงการให้เงินอุดหนุนแก่เด็กนักเรียน สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และอุดหนุนราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลอีกด้วย เพื่อหวังว่าจะขจัดความยากจนให้ได้จึงทำให้ประธานาธิบดีโมราเลสได้รับความนิยมจากประชาชนค่อนข้างมากและชนะการเลือกตั้งถึงสามสมัยซ้อน นอกจากแหล่งปิโตรเลียมแล้วรัฐบาลของโมราเลสก็ยังยึดกิจการอื่น ๆ อีกด้วยเช่น ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน โทรคมนาคม กิจการโรงไฟฟ้า ฯลฯ


ผลในระยะสั้นค่อนข้างดีเพราะการเปลี่ยนอัตราส่วนแบ่งรายได้จากสัมปทานปิโตรเลียมก็ทำให้ได้ผลประโยชน์เข้ารัฐเพิ่มขึ้นมากได้ทันทีทันใด นอกจากนี้อัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะแหล่งที่ค้นพบเมื่อช่วงปี 1998 - 2002 นั้นเริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตหลังจาก nationalization ในปี 2006 ซึ่งส่วนใหญ่ส่งออกไปประเทศบราซิลและอาร์เจนตินา ทำให้ดูเหมือนว่าโบลิเวียน่าจะสร้างความมั่งคั่งจากก๊าซธรรมชาติของพวกเขาได้ในไม่ช้า


แต่อย่างไรก็ตามระยะยาวกลับไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้อย่างที่คิดและมีปัญหาคือปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่พิสูจน์ลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น สาเหตุหลักคือเงื่อนไขที่เปลี่ยนไปการที่เก็บผลตอบแทนเข้ารัฐสูงถึงร้อยละ 82 ของมูลค่าปิโตรเลียมทำให้ความคุ้มค่าในการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติลดลง ต่อมาแทบไม่มีการลงทุนสำรวจหาแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่ ๆ เพราะต่างชาติได้ถอนทุนออกไปเกือบหมดและไม่ลงทุนอีกเนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐบาลดังกล่าว ทำให้ปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่พิสูจน์แล้วที่เคยมีถึง 28.7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตลดลงเหลือเพียง 9.94 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตหรือหายไปเกือบ 2 ใน 3 ของที่เคยมีอยู่ (ข้อมูลจาก BP Statistical Review of World Energy 2014) หากไม่มีการสำรวจเพิ่มเติมปริมาณสำรองที่มีอยู่ก็จะถูกผลิตไปเรื่อย ๆ จนเหลือน้อยลงและไม่สามารถรักษากำลังการผลิตได้ในระยะยาว


เมื่อมาดูดัชนีวัดความสุขหรือ Legatum Prosperity Index จัดทำโดยสถาบัน Legatum ประเทศอังกฤษ เป็นตัวชี้วัดความมั่งคั่งของประเทศและการอยู่ดีกินดีของประชาชนโดยพิจารณาปัจจัยทางพื้นฐานเศรษฐกิจ สุขอนามัย การศึกษา สิทธิเสรีภาพ สวัสดิภาพความมั่งคง การปกครองประเทศโอกาสทางธุรกิจและความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมจาก 142 ประเทศทั่วโลก พบว่าในปี 2014 ประเทศโบลิเวียอยู่ในอันดับ 87 ของโลกเป็นอันดับรองสุดท้ายของทวีปอเมริกาใต้ โดยอันดับสุดท้ายของทวีปคือประเทศเวเนซุเอลาซึ่งอยู่ในอันดับ 100 ของโลก ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 51 ซึ่งถือว่าดีกว่าพอสมควร ส่วนอันดับ 1 ก็คือประเทศนอร์เวย์


เมื่อพิจารณาถึงรายละเอียดในแต่ละปัจจัยโดยเฉพาะการศึกษา เศรษฐกิจ สุขอนามัย จะอยู่ระหว่างอันดับ 88-102 ของโลกถือว่าค่อนข้างย่ำแย่ และเมื่อเทียบรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรหรือ GDPper capita โบลิเวียจะอยู่ที่ประมาณ 2,867.6 ดอลลาร์สหรัฐ (ขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 5,779.0 ดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าโบลิเวียเท่าตัว)(ข้อมูลจาก The World Bank 2013) ด้วยปัญหาความยากจนที่แก้ไม่ตกของโบลิเวียทำให้สภาคองเกรสของโบลิเวียลงมติเป็นเอกฉันท์ผ่านร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่ยินยอมให้ใช้แรงงานเด็กที่มีอายุเพียงแค่ 10 ขวบจากเดิม 14 ขวบเมื่อปีที่แล้วเพื่อหวังจะลดระดับความยากจนที่รุนแรงในประเทศให้ได้ภายในปี 2568


ระยะหลังรัฐบาลโบลิเวียต้องการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนจึงปรับนโยบายให้เป็นมิตรต่อนักลงทุนเอกชนและต่างชาติมากขึ้นเร่งฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ รวมถึงการพิจารณาปรับเงื่อนไขต่าง ๆ ให้จูงใจเอกชนต่างชาติมาลงทุนสำรวจหาแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่ๆ เพิ่มเติมเพิ่มปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในประเทศและรักษาระดับกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อส่งออกให้ได้ตามสัญญาและรองรับการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ รวมถึงพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตและแก้ไขความยากจนดังกล่าว (ก่อนที่จะพังเหมือนเวเนซุเอลา) ...


หมายเหตุ:บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนมิใช่ความเห็นจากองค์กรใด ๆ