แทบไม่เชื่อว่าหลังจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเมือง
ผ่านสื่อต่างประเทศ จะทำให้เกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทย ทั้งจากรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ซึ่งมีการถอนพลาสปอร์ตที่พ.ต.ท.ทักษิณถือเอาไว้เดินทางไปทั่วโลก รวมถึงการเสนอให้ถอดถอนยศทั้งหมดที่มีอยู่ติดตัว แม้จะมีการตีความความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ของพ.ต.ท.ทักษิณกันไปหลายทิศหลายทาง โดยเฉพาะเป็นการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวโยงกับการดำเนินคดีต่างๆ ต่อนักการเมืองของพรรคเพื่อไทยในสมัยดำรงตำแห่งทางการเมือง
อันที่จริง ประเด็นการตอบโต้ต่อการให้สัมภาษณ์ของพ.ต.ท.ทักษิณนั้น แทบไม่มีอะไรใหม่ที่ต่างไปจากเดิม เพราะก่อนหน้านั้นประเด็นเรื่องการยึดพลาสปอร์ตและการเสนอให้ถอดถอนชั้นยศนายตำรวจก็เคยทำกันมาแล้ว แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ก็กลับคืนให้เหมือนเดิม ซึ่งสะท้อนให้เห็นความจริงประการหนึ่งของการเมืองไทย นั่นคือ การบังคับใช้กฎหมายขึ้นกับอำนาจทางการเมืองเป็นสำคัญ เมื่อใครขึ้นมามีอำนาจก็สามารถหาช่อทางทางกฎหมายเพื่อช่วยเหลือหรือหาประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้องได้โดยง่าย กล่าวคือไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับบุคคลทางการเมือง
พ.ต.ท.ทักษิณยังโสพต์ข้อความใน“ไอจี”ส่วนตัว ถึงกรณีดังกล่าวว่าอยากให้ผู้มีอำนาจมีเมตตาต่อกันในการแก้ปัญหาบ้านเมืองและสร้างความปรองดอง ซึ่งเราไม่รู้แน่ชัดว่าหมายถึงอะไรกันแน่ แต่ทิ้งท้ายว่า“กฎหมายและปืนไม่สามารถแก้ปัญหาได้” นับว่าเป็นความเห็นต่อการแก้ปัญหาบ้านเมืองค่อนข้างแปลกกว่าครั้งก่อน ที่มักจะกล่าวว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ก็สะท้อนให้เห็นความคิดทางการเมืองของพ.ต.ท.ทักษิณต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่แนวคิดที่แปลกใหม่แต่อย่างใดต่อการแก้ปัญหาทางการเมือง และจะมีคนเห็นด้วยหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่อง
ในประเด็นการใช้“ปืน”เพื่อแก้ปัญหานั้น โดยทั่วไปแล้วก็มีคนจำนวนมากเห็นว่าไม่ใช่เป็นวิธีการแก้ปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะการใช้อำนาจทางที่มิชอบซึ่งจะสร้างผลกระทบเชิงลึกต่อผู้คน ปัญหาที่ตามมาจากการใช้“ปืน”เพื่อแก้ปัญหานั้นมีบทเรียนให้ต้องเรียนรู้นับไม่ถ้วน แต่คนเราก็มักจะใช้เป็นวิธีการแก้ปัญหา อย่างน้อยก็ชอบใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แม้แต่พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เคยใช้วิธีการดังกล่าวแก้ปัญหามาแล้วในหลายกรณี บางเรื่องก็ยังส่งผลกระท่อผู้ที่ถูกกระทำจนถึงปัจจุบัน ยิ่งเราใช้วิธีนี้มากเท่าไร ผลกระทบก็ยิ่งร้าวลึกสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ
ในประเด็นการใช้กฎหมายเพื่อแก้ปัญหา ถือว่าเป็นความเห็นที่แปลกอย่างมาก เพราะหากประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแล้ว การบังคับใช้กฎหมายถือเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และที่ผ่านมานั้น ความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา สาเหตุหนึ่งก็มาจากการบังคับใช้กฎหมายไม่มีประสิทธิภาพ จึงทำให้เกิดการใช้กฎหมายหรือช่องว่างทางกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์จนส่งผลกระทบต่อสังคมโดยทั่วไป ดังจะเห็นได้จากความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมานั้นกฎหมายแทบไม่มีความหมาย เพราะจะเกิดการชุมุมต่อต้านฝ่ายตรงข้ามในทุกเรื่อง
เราเห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับประชาธิปไตยไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการปฏิรูปประเทศจะต้องทำให้เกิดการเคารพกฎหมายจากคนในประเทศอย่างจริงจัง หากเราเห็นว่ากฎหมายไม่มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ เราก็ต้องปรับหรือแก้กฎหมาย ซึ่งหากเราไม่ใช้กฎหมายเข้าแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นก็เท่ากับว่าทุกอย่างเกิดจากการใช้ดุลยพินิจหรือการเจรจาต่อรอง นั่นก็จะทำให้การเมืองไทยกลับไปสู่สถานการณ์แบบเดิมๆ กล่าวคือขึ้นกับอำนาจการเมือง ดังนั้น เราสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ เพียงแต่ต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับผู้มีอำนาจทางการเมือง









