แง่คิดจากการไปเที่ยวกวางสี - จีน​

แง่คิดจากการไปเที่ยวกวางสี - จีน​

กวางสีเป็นเขตปกครองตนเองพิเศษของจีน อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนและเหนือเวียดนามขึ้นไป

ใช้เวลาบินจากกรุงเทพฯ ไปเมืองหนานหนิง ซึ่งเป็นเมืองหลวงเพียง 2 ชั่วโมง ที่เป็นเขตปกครองตนเองพิเศษ เพราะเป็นมณฑลที่มีชนชาติส่วนน้อยของจีนอยู่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะชาวจ้วง ซึ่งมีถึงราว 16-17 ล้านคน และมีชนเผ่าอื่นๆ อีก แต่ถ้านับสัดส่วนของประชากรทั้งมณฑลก็ยังเป็นคนจีนชาวฮั่นถึง 62% ชาวจ้วงมีราว 32% การให้สิทธิชาวจ้วงได้เป็นผู้บริหารมณฑลนี้มาตั้งแต่หลังการปฏิวัติสังคมนิยมนับเป็นความใจกว้างที่ไทยน่าจะได้ลองทำดูบ้าง เช่น แถบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, อำเภอรอบนอกบางอำเภอในเชียงราย, แม่ฮ่องสอน, น่าน ที่มีชนกลุ่มน้อยอยู่มาก น่าจะให้ชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ได้มีสิทธิปกครองตนเองเพิ่มขึ้น หรือเป็นส่วนหนึ่งของ “จังหวัดจัดการตนเอง” ที่ประชาชนหลายจังหวัดเริ่มคิดกัน จะเป็นทั้งการสร้างประชาธิปไตยและช่วยให้ชนกลุ่มน้อยได้พัฒนาแบบรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของพวกเขาด้วยได้มากขึ้น ประเทศไทยจะได้มีความมั่งคั่งของความหลากหลายทางวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น

ชาวจ้วงรวมทั้งชนชาติอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่เป็นแค่พวกชาวเขาที่ใช้ชีวิตหาของป่า ล่าสัตว์ ทำการเกษตรเท่านั้น พวกเขาเป็นชนกลุ่มที่เคยสร้างบ้านแปลงเมือง มีวัฒนธรรมของตนเองในระดับที่สูงแบบนครรัฐมาแล้ว เพียงแต่พวกเขาเคยถูกจีนฮั่นเข้ารุกรานครอบงำ จนต้องแตกกระจายหลบลี้ไปอยู่กันเป็นกลุ่มเป็นหมู่เล็กๆ ตามเขาตามดอย และภายหลังก็ถูกกลืนเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่เป็นราชอาณาจักรใหญ่กว่ามากไป

คนไทยสนใจชาวจ้วงเพราะภาษาจ้วงมีคำที่ใช้ในชีวิตประจำวันพ้องกับภาษาไทยดั้งเดิมที่เป็นคำโดดๆ นับร้อยคำได้ วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับการปลูกและกินข้าว, การอยู่ร่วมกันแบบเครือญาติและชุมชน ฯลฯ ก็คล้ายกัน นักวิชาการที่ค้นคว้าเรื่องนี้วิเคราะห์ว่า เมื่อพันกว่าปีที่แล้ว ชาวจ้วงและชาวอื่นๆ ในแถบนี้ด้วย คงจะสัมพันธ์ใกล้ชิดกันกับชนเผ่าที่พูดภาษาไทลาว พวกเขาจึงใช้ภาษาบางคำร่วมกัน ถ้าย้อนกลับไปไกลกว่านั้นอีกพวกเขาน่าจะมีบรรพบุรุษร่วมกันแล้วภายหลังจึงค่อยๆ แยกไกลกันออกไปและต่างชนเผ่าต่างสร้างวัฒนธรรมและภาษาของตน นอกจากชาวจ้วงแล้วก็ยังมีชาวนุง และชาวอื่นๆ อีก ที่ใช้ภาษาร่วมกับไทลาว แต่ละเผ่าก็มีภาษาของเขาด้วยแม้คนรุ่นหลังจะใช้ภาษาจีนมากกว่า

ผมไปกับคณะคุณทองแถม นาถจำนง ผู้เป็นนักวิชาการอิสระ ค้นคว้าเรื่องประวัติศาสตร์วัฒนธรรมจีนและชนเผ่าที่อยู่ในจีนมานาน เราได้ไปหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ที่ชาวจ้วงและชนชาติอื่นๆ ยังคงรักษาภาษาและวัฒนธรรมบางส่วนไว้ได้ ส่วนใหญ่คือคนสูงอายุที่ยังคงทำนาทำไร่ และแต่งตัวแบบชนชาติอยู่บ้าง ส่วนคนหนุ่มสาวออกไปทำงานในเมืองกลายเป็นคนจีน พูดภาษาจีนกลาง แต่งตัวและใช้ชีวิตแบบสมัยใหม่ คนในหมู่บ้านที่เราได้พบยังคงมีคนค่อนข้างสูงอายุที่ร้องเพลงเกี้ยวพาราสีกันแบบเก่าด้วย เสียงแบบธรรมชาติที่ดีมาก ประเพณีการร้องเพลงที่ส่วนหนึ่งต้องด้นกันสดๆ ในหมู่บ้านไทยสมัยก่อนก็เคยมีเหมือนกัน เป็นศิลปวัฒนธรรมที่มีทั้งความไพเราะ ความงาม และการใช้ไหวพริบปฏิภาณ ประเพณีการเกี้ยวพาราสีจนกว่าถึงขั้นแต่งงานของชาวจ้วงในสมัยก่อน เท่าที่ผมอ่านจากหนังสือเรื่องชาวจ้วงที่แปลมาจากจีน ครอบครัวมีส่วนพิจารณาคุณสมบัติของทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวหลายทาง ทั้งมีการซักถาม โต้ตอบสนทนา เพื่อที่ทางครอบครัวจะได้รู้จักคนที่จะเลือกแต่งงานด้วย ผมคิดว่าเป็นประเพณีของชุมชนที่ฉลาดและน่ารัก

เรื่องอื่นเท่าที่ผมอ่านพบและชอบคือ ชาวจ้วงและชนชาติในอดีตมีวัฒนธรรมการดูแลเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในหมู่ญาติและชุมชนสูง เช่น มีที่นาของส่วนรวมด้วย หรือญาติคนไหนยากลำบากก็จะได้รับการดูแลจากหัวหน้าตระกูล นี่คือวัฒนธรรมแบบชนเผ่าก่อนยุคศักดินาและทุนนิยมที่จะช่วยให้คนในหมู่บ้านมีความเสมอภาค มีความสุข ความพอใจ มากกว่าในยุคศักดินาและทุนนิยม

ปัจจุบันชีวิตพวกเขาเปลี่ยนไปเป็นทุนนิยมมากขึ้น แต่คนที่เราไปพักและไปพูดคุยด้วยในหมู่บ้านก็ยังมีลักษณะเป็นชาวบ้านที่มีน้ำใจ มองนักท่องเที่ยวเป็นแขก มากกว่าจะมองเป็นแหล่งหาเงิน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเพิ่งมีการทำถนนดีขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ และนักท่องเที่ยวยังเข้าไปไม่มากนัก ประเพณีต่างๆ เขายังทำกันตามปฏิทินของเขา และทำแบบเพื่อพวกเขาเอง ไม่ได้โอนอ่อนไปเพื่อหาเงินจากนักท่องเที่ยว การร้องเพลงและเต้นรำในงานประเพณีของตำบลหนึ่งที่เราได้พบพอดี คงได้รับอิทธิพลจากจีนกลาง รวมทั้งอิทธิพลจากบัลเล่ต์แบบรัสเซียบ้าง แต่ก็มีความแตกต่างไม่ใช่จีนเสียทีเดียว คนที่ไปดูหลายร้อยคนส่วนใหญ่คือชาวบ้านในท้องที่ มีเฉพาะพวกเราสิบกว่าคนเท่านั้นที่เป็นนักท่องเที่ยวที่ผ่านเข้าไปพอดี แต่รูปร่างหน้าตาของพวกเราก็ไม่ได้แปลกแยกจากพวกเขามากนัก ยิ่งมีการลองคุยภาษาที่ใช้ร่วมกัน เช่น กินข้าว กินเหล้า พี่น้อง แม่ ฯลฯ พวกเขาประหลาดใจและรู้สึกเป็นกันเองเหมือนกับเราเป็นพี่น้องที่แยกกันไปอยู่ไกลและกลับมาเจอกัน

เมืองหนานหนิงเป็นเมืองใหญ่ ตึกและร้านค้าแบบสมัยใหม่ แต่เขาทำถนนกว้างและปลูกต้นไม้ 2 ข้างทาง รวมทั้งมีถนนเลียบแม่น้ำใหญ่ที่ทำให้ดูเป็นเมืองที่ร่มรื่นและมีทัศนียภาพที่โปร่งมากกว่าเมืองใหญ่อื่นๆ ของจีน ซึ่งคนมักแน่น แออัด คนที่นี่ใช้รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ากันมาก นี่คือเรื่องที่ควรส่งเสริมในไทย เพราะดีกว่ารถมอเตอร์ไซค์ใช้น้ำมัน ทั้งในเรื่องสภาพแวดล้อม การประหยัดพลังงาน และความปลอดภัย ที่ไม่ได้แล่นเร็วจนเกินไป มอเตอร์ไซค์ที่ปล่อยให้ใช้เครื่องแรงและแล่นเร็วแบบในไทย เป็นตัวการทำให้เกิดอุบัติเหตุมาก น่าจะมีการจำกัดขนาดเครื่องและความเร็ว

คนในมณฑลกวางสีเท่าที่เราพบทั้งในชนบทและในเมืองดูมีความสุขความพอใจดี ในเมืองคนก็ดูสุภาพ เรียบร้อย ไม่ส่งเสียงดังเหมือนในบางเมืองของจีนที่เราเคยพบ บ้านที่จนซอมซ่อก็มีบ้าง แต่บ้านชาวนาสมัยนี้ส่วนใหญ่ก็ก่ออิฐ เราเดินไปเจอคนจรจัดที่ไปนอนอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินเพื่อข้ามถนนในเมืองอยู่ 3 คน แสดงว่าปัญหาคนว่างงาน คนจนก็มีอยู่ เราได้คุยกับพวกเจ้าหน้าที่วัฒนธรรม ครูอาจารย์ ซึ่งเป็นข้ารัฐการเงินเดือนไม่มากนัก ดูเขาก็พอใจและมีความหวังว่าเศรษฐกิจน่าจะค่อยๆ ดีขึ้น แม้เงินเดือนจะต่ำ แต่ค่าครองชีพในเมืองที่ยังไม่โตเร็วเกินไปก็ยังไม่สูงนัก ย่านห้างสรรพสินค้าในเมืองมีสินค้าเยอะ คนเดินคึกคัก เศรษฐกิจน่าจะใช้ได้ ที่สนามบินก็มีคนจีนเองใช้กันมากพอสมควร

สภาพธรรมชาติที่เป็นภูเขา แม่น้ำ น้ำตก ของมณฑลหนานหนิงสวยพอสมควร แต่ละแห่งอยู่ไกลกัน ต้องเสียเวลาเดินทาง แม้ถนนจะดี และวิวภูเขาก็ใช้ได้ หน้านี้น้ำน้อย ถ้าหน้าฝนไปแล้วน้ำตกคงสวยกว่านี้ รวมทั้งต้นเดือนเมษายนที่เราไปอากาศเริ่มร้อนด้วย ถ้าไปเที่ยวตอนฤดูหนาวอากาศคงสบายกว่านี้ อาหารการกินก็อยู่ในเกณฑ์ดี มีรสชาติเผ็ด เปรี้ยว หวาน คล้ายไทย เวียดนาม โรงแรมส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดี ยกเว้นโรงแรมในหมู่บ้านที่เป็นเรือนไม้เก่าหน่อย และมีปัญหาเรื่องน้ำใช้ไม่ไหลหรือมีแค่น้ำเย็นอยู่บ้าง

ที่มหาวิทยาลัยชนชาติกวางสี มีคนสนใจเรียนภาษาไทย และภาษาในกลุ่มอาเซียนอื่นๆ มาก อดเทียบไม่ได้ว่าที่วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดหลักสูตรปริญญาโทจีนในระบบเศรษฐกิจโลกมาหลายปี หาคนเรียนได้น้อยตามลำดับจนทำท่าว่าจะต้องปิดในที่สุด ถ้ามีคนสมัครเรียนไม่ถึง 15 คน น่าเสียดายเมื่อนึกถึงว่าประเทศไทยที่มีประชากร 66 ล้านคน ใหญ่เป็นที่ 20 ของโลก ควรจะได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจการเมืองสังคมจีนกันให้มากกว่าแค่เรื่องภาษาและการทำธุรกิจเท่านั้น