พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่าในการประชุม
คณะคณะรัฐมนตรี(ครม.)วานนี้(26 พ.ค.) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) สั่ง“ขันน๊อต” ข้าราชการฝ่ายปฏิบัติ โดยสั่งให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีลงตรวจพื้นที่ราชการแล้วให้ทำการ“ไล่บี้” ถามถึงรายละเอียดและข้อมูลงานกับข้าราชการระดับปฏิบัติ หากตอบไม่ได้ แปลว่า “ไม่มีความรู้ในเรื่องงานนั้นๆ หรือไม่ได้ทำงานจริง ก็ให้พิจารณาทำการปรับย้ายตามสมควร”
หากติดตามการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์มาตั้งแต่ต้น หลังจากเริ่มบริหารประเทศไปได้ระยะหนึ่ง เราจะพบว่าพล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมีปัญหาในการผลักดันการทำงานส่วนราชการอย่างมาก ด้านหนึ่งเพราะรัฐบาลต้องรีบทำงานใหญ่การปฏิรูปประเทศ ตามโรดแมพที่ประกาศไว้ ดังนั้นเวลาถือว่ามีค่าอย่างมากหากไม่สามารถผลักดันอะไรออกมาได้ อีกด้านหนึ่งรัฐบาลกำลังเผชิญกับปัญหาเก่าแก่ของประเทศ นั่นคือ ความล่าช้าของระบบราชการไทย และยิ่งมีการตรวจสอบทุจริตกันมากก็ยิ่งล่าช้ามากยิ่งขึ้น
อันที่จริง ความไม่พอใจการทำงานของระบบราชการไทยนั้น ไม่ใช่รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์เท่านั้นที่มีอาการหงุดหงิดกับการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ เพราะรัฐบาลในอดีตไม่ว่าจะมาจากพรรคใดก็มักจะเจอปัญหาเดียวกัน และดูเหมือนว่าปัญหาระบบราชการจะเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร ดังจะเห็นว่าทุกนโยบายมักจะมีนโยบายหนึ่งที่สำคัญ คือ การปฏิรูประบบราชการ เป็นหัวใจสำคัญของนโยบายรัฐบาลเสมอ ซึ่งความล่าช้าและเฉื่อยชาของระบบราชการ อาจไม่ใช่เรื่องทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของตัวระบบราชการเอง
ดังนั้น วิธีการจัดการแก้ปัญหาการทำงาน ดูเหมือนว่ารัฐบาลและคสช. ก็ใช้วิธีการเดียวกับรัฐบาลก่อนหน้านั้น กล่าวคือ หากรับไม่ได้จริงๆก็ปรับเปลี่ยนโยกย้าย ดังที่พล.ต.สรรเสริญ บอกว่า นายกฯ“ให้พิจารณาทำการปรับย้ายตามสมควร” ซึ่งที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นกันแล้วว่ามีการปรับโยกย้ายครั้งใหญ่กันมาแล้ว ทั้งในเรื่องของการถูกร้องในประเด็นการทุจริตและการบริหารงาน เช่นเดียวกับในสมัยของพล.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีการปรับโยกย้ายคนเป็นเรื่องปกติของการบริหารงาน
แต่ขณะนี้เรายังไม่เห็นว่ารัฐบาลมีนโยบายปฏิรูประบบราชการอย่างไร ซึ่งอาจอยู่ระหว่างการดำเนินงาน แต่ยังไม่ประกาศออกมาเท่านั้น เพราะสิ่งที่เห็นมีการปรับคนระดับบริหาร แต่ยังไม่มีการแตะระดับโครงสร้างของกระทรวงทบวงกรม แม้ขณะนี้จะมีการออกตัวบทกฎหมายและระเบียบต่างๆจำนวนมาก รวมทั้งแนวคิดการจัดตั้งกระทรวงใหม่อย่างกระทรวงเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจนถึงบัดนี้เรายังไม่เห็นความชัดเจนรูปร่างหน้าตาของการปฏิรูประบบราชการเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม การกล่าวถึงปัญหาของระบบราชการ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับสังคมเสมอ นั่นแสดงให้เห็นว่าคนในสังคมเห็นว่าอะไรคือปัญหา ซึ่งเมื่อเห็นปัญหาแล้ว เรายังเชื่อว่าคนในสังคมจะช่วยกันหาทางแก้ไขได้ อย่างน้อยก็ยังดีกว่ามองไม่เห็นว่าเป็นปัญหาเลย แต่ประเด็นเรื่องระบบราชการไทยถือว่าน่าประหลาดอย่างมาก เนื่องจากเรายิ่งปฏิรูปราชการ ดูเหมือนว่าระบบนี้ก็ยิ่งขยายตัวใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆ มีทั้งบุคลากรและงบประมาณ ซึ่งหากดูงบประมาณในแต่ละปี เราจะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นงบส่วนราชการทั้งสิ้น
การปฏิรูประบบราชการนั้นถือเป็นเรื่องท้าทายในทุกยุคทุกสมัยของสังคมไทย เราได้ยินเรื่องการปฏิรูประบบราชการมานานพอๆกับเรื่องประชาธิปไตย แต่เหตุไฉนจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และยิ่งเรามองว่าองค์กรอิสระต่างๆที่เกิดขึ้นมามากมายในยุคหลังเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการเอง เราก็ยิ่งตระหนักว่าระบบราชการเหมือนสิ่งมหัศจรรย์ของประเทศ กล่าวคือ ยิ่งแก้เข้าไปจัดการเท่าไร ก็ยิ่งขยายตัวและมีอำนาจในสังคมมากเท่านั้น หากดูวิธีการจัดการของรัฐบาล เราอาจเห็นความจริงประการหนึ่งว่าสิ่งที่เราทำได้ คือ การปรับปรุงการทำงาน แต่เราไม่อาจปฏิรูปหรือลดขนาดลงได้









