วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองเรื่องตัณหา

ถ้าคนไทยความจำไม่สั้นก็จะพบว่า เราเสียเลือดเสียเนื้อ เพื่อให้มาซึ่งกติกาปกครองประเทศ

หรือ “รัฐธรรมนูญในความฝัน” หลายต่อหลายครั้ง

อย่างเช่นรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่มีจุดเริ่มจากการต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ รสช. และนำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ที่มีการบาดเจ็บล้มตาย และกลายเป็น “บาดแผล” ของกองทัพมาระยะหนึ่ง

แต่กว่าจะมีการเปิดประตู “ปฏิรูปการเมือง” สู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2534 เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ต้องสู้กันทั้งข้างถนนและในสภาอีกหลายปี

ที่มันล่าช้าก็เพราะ “นักเลือกตั้ง” ที่คิดตัวเองเป็น “เทพ” ไม่แสดงความกระตือรือร้นที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย แต่โชคดีมีนักเลือกตั้งที่รู้ตัวว่า ถูกชาวบ้านมองเป็น “มาร” จึงชูธงปฏิรูปการเมืองเพื่้อลบภาพเก่าๆ ทิ้งไป

การรัฐประหาร 2549 ก็ทำให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ขึ้นมาทำการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จนผ่านประชามติอย่างเฉียดฉิว

รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มีเรื่องของการกระจายอำนาจ, การคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพิทักษ์สิทธิของประชาชน แต่ “นักเลือกตั้ง” ขั้วหนุนทหาร กลับสนใจเรื่้อง “ตุลาการภิวัฒน์” เพราะมันจะเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายตน โดยนักเลือกตั้งอีกฝ่ายหนึ่งก็ค้านเต็มที่

การเมืองสองขั้วที่ไม่ยอมลดราวาศอก ได้ก่อให้เกิดสถานการณ์ขัดแย้งรุนแรงต่อเนื่อง และได้สร้างเงื่อนไขให้คณะทหารเข้ามายึดอำนาจอีกครั้ง

คณะทหารชุดใหม่ก็ไม่ต่างจากชุดเก่าคือ ต้องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของชนในชาติ จึงเปิดทางให้มี “สมาชิกสภาปฏิรูปการเมือง” และ “คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” 

มาถึงวันนี้ รัฐธรรมนูญร่างแรกเสร็จแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมถึงรับข้อเสนอจากพรรคการเมืองต่างๆ ด้วย

“นักเลือกตั้ง” ที่คิดว่าตัวเองเป็น “เทพ” กำลังสร้างวาทกรรมคัดค้านแนวคิดการเลือกตั้งแบบเยอรมัน และการให้อำนาจพิเศษแก่นายกรัฐมนตรี เพราะอ่านเกมออกว่า รัฐบาลหลังการเลือกตั้งใหม่คือ รัฐบาลผสมหลายพรรค และนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มาจากพรรคใหญ่

“นักเลือกตั้ง” ที่ครองอำนาจมายาวนาน ก็เตรียมผสมโรง เนื่องจากมองเห็น “ธง” สกัดการเข้าสู่อำนาจรอบใหม่ของพวกเขา

ขณะที่นายทหารใหญ่(ปีกหนึ่งของ คสช.) ได้เคลื่อนไหวผ่านสมาชิกสภาปฏิรูป (สปช.) บางกลุ่ม ซึ่งออกตัวแรงถึงขั้นจะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ และพวกเขาเตรียมคิดอ่านการขยายเวลาที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะท่องเช้าท่องเย็นว่า ไม่สืบทอดอำนาจ แต่ภาวะสะเทินน้ำสะเทินบกของ “ผู้มีอำนาจ” ที่มีอยู่หลายกลุ่ม มักจะก่อให้เกิดเรื่องทำนองนี้เสมอ

ดังตัวอย่างในอดีต พล.อ.สุจินดา คราประยูร ไม่ปรารถนาจะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล ก็ฝันอยากนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี สุดท้าย พล.อ.สุจินดา ยอมเสียสัตย์เพื่อชาติและจบชีวิตการเมืองด้วยความเจ็บปวด

สำหรับสถานการณ์วันนี้ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่พอจะรู้ว่าผู้มีอำนาจคิดอย่างไร? นักเลือกตั้งขั้วสีต่างๆ ต้องการอะไร? จึงแสดงความเห็นดังๆ ผ่านเวทีภาคประชาสังคม เกี่ยวกับเรื่อง “สิทธิและพลเมือง”

“บวรศักดิ์” ชี้ว่าถ้าทำดัชนีค้นหาคำในร่างรัฐธรรมนูญจะพบคำว่า “สิทธิและพลเมือง” มากที่สุด แต่มันน่าเศร้าตรงที่ไม่มีใครพูดถึง 300 กว่ามาตราที่เกี่ยวกับพลเมือง ตรงกันข้ามกลับสนใจแต่เรื่องอำนาจทางการเมือง

“อะไรก็ตามที่จะตัดสิทธิพลเมืองต้องผ่านศพผมไปก่อน” ประโยคนี้แหละที่กลายเป็นข่าวพาดหัวในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ

  ภาวะสะเทินน้ำสะเทินบก กำลังทำให้กลุ่มผู้มีอำนาจ(ปัจจุบัน) ต้องครุ่นคิดอย่างหนัก ระหว่าง “โรดแมพประชาธิปไตย” กับ “ตัณหาการเมือง” มันควรจะเลือกหนทางใด?