นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษวานนี้
โดยได้พิจารณาความเห็นและข้อเสนอแนะในการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยครม.มีความกังวลในหลายประเด็นจึงได้เสนอแก้ไขในหลายประเด็นด้วยกัน โดยระบุว่า “ที่ผ่านมามีการพูดกันมากถึงคำว่า “ของ” บางฝ่ายมีทีท่าเหมือน “ลองของ” ฝ่ายรัฐบาลหลายคนกังวลว่า ที่ทำให้จะ “เสียของ” ต่างพูดถึง “ของ” ด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งข้อกังวลที่ครม.กลัวจะเสีย”
นายวิษณุชี้แจงว่าครม.มีความเป็นห่วงอยู่ 3 เรื่อง คือ 1.ทำอย่างไรให้สิ่งที่รัฐบาลนี้ ครม.ชุดนี้ ที่ได้ดำเนินการไว้บ้างแล้วถูกนำไปสานต่อได้ 2. ทำอย่างไรที่จะให้ประเทศชาติบ้านเมืองในอนาคตกลับมามีความสงบเรียบร้อย ไม่เกิดความแตกแยก ขัดแย้ง 3.ทำอย่างไรให้การเมืองในอนาคตดีขึ้น พัฒนาขึ้น ก้าวหน้าขึ้น ให้ความเป็นธรรมได้มากขึ้น เป็นที่พอใจได้มากขึ้น ซึ่งความกังวลเหล่านี้ ควรจะมีคำตอบอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ “ถึงจะตอบได้ไม่ทั้งหมดก็ขอให้ตอบได้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้”
อันที่จริง ความกังวลดังกล่าวเป็นหลักการการปฏิรูปการเมือง ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ประกาศไว้ตั้งแต่วันแรกๆ ตั้งแต่ยึดอำนาจ ซึ่งไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งรุนแรงจนบ้านเมืองอยู่ในสภาพไม่มีกฎหมายหรือบังคับใช้กฎหมายไม่มีประสิทธิภาพ แนวคิดต่อการเมืองเช่นนี้ บรรดานักรัฐศาสตร์อาจเห็นว่าเป็นการมองการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม ที่ต้องการให้ทุกอย่างมีระเบียบแบบแผนและความต่อเนื่อง หากจะมีความขัดแย้งก็ต้องสามารถควบคุมได้ตามตัวบทกฎหมาย
แน่นอนว่าหลักการทั้งสามข้อตามคำกล่าวของนายวิษณุ ถือเป็นสิ่งที่ทุกคนคาดหวัง และยิ่งคนไทยได้มีตัวอย่างของความขัดแย้งรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งมาทางสื่อมวลชนระดับโลก ความขัดแย้งในลักษณะที่ว่านี้เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ถือว่าเป็นอุดมคตทางการเมืองใหม่ของสังคมไทยที่เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ และเป็นแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนมากขึ้นเรื่อย หากประเมินจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในช่วงที่ผ่านมา
แต่การเมืองที่ปราศจากความขัดแย้งนั้นเป็นการเมืองในอุดมคติที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง และเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมสมัยใหม่ ดังนั้นการตั้งประเด็นสามหลักการข้างต้นจึงค่อนข้างเป็นอุดมคติที่วางเอาไว้ แต่ความเป็นจริงเป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับกันว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลย ยกตัวอย่างเช่น การยกร่างรัฐธรรมนูญในขณะนี้ก็แทบจะมีความขัดแย้งกันแทบทุกเรื่องอยู่แล้ว จนนึกไม่ออกว่าการเมืองไทยจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรหากปราศจากความขัดแย้ง
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการยกร่างให้รัฐธรรมนูญมีความสมบูรณ์ตามหลักการข้างต้นมากเพียงใด แต่ก็ยังสงสัยว่ารัฐธรรมนูญที่ดีจะมีผลให้เกิดการเมืองที่น่าปราถนาจริงหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้หลายคนก็ยกย่องว่ารัฐธรรมนูญก่อนหน้านั้นมีความเป็นประชาธิปไตย แต่เหตุใดจึงเกิดความขัดแย้งนอกระบอบประชาธิปไตย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในที่สุดแล้วร่างกฏกติกาของรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีความหมายใดๆในทางปฏิบัติ หากเกิดความขัดแย้งขึ้นมา ซึ่งอาจมาจากต้นตอเดียวกันนั่นคือร่างรัฐธรรมนูญที่มีพื้นฐานมาจากความคิดที่ไม่ต้องการเห็นความขัดแย้ง
เราสนับสนุนอย่างยิ่ง หากจะเกิดการปฏิรูปการเมืองตามที่พึงปราถนา แต่ขณะนี้เราถกเถียงกันในหลักการของกติกามากเกินไปและเป็นกติกาที่ฝืนข้อเท็จจริง ซึ่งหากเรามีหลักการยกร่างตั้งแต่ต้นว่าสังคมเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เราก็เชื่อว่าเนื้อหาสาระจะต่างออกไปกว่านี้มาก อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จหรือล้มเหลวของรัฐธรรมนูญยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป แต่จากบทเรียนในอดีตชี้ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นเพียงอุดมคติการปกครองเท่านั้น แต่การเมืองจริงเขาปฏิบัติกันอีกเรื่อง






