การพบปะระหว่างผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับสมาคมธนาคารไทย
เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก คือเรื่องการลดดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไปแล้วสองครั้งในปีนี้ แต่ธนาคารพาณิชย์มีการปรับลดดอกเบี้ยตามดอกเบี้ยนโยบายน้อยมาก บางธนาคารยังไม่มีการปรับลด ทำให้ผู้ว่าการธปท.ต้องออกแรงกดดันผ่านสื่อมวลชน คำถามคือเกิดอะไรขึ้นกับระบบการเงินของไทย
จากท่าทีของธปท.ที่ออกมากดดันธนาคารพาณิชย์ อาจสะท้อนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทยหลายประการ และอาจแสดงให้เห็นว่าเรามีปัญหาหลายด้านที่ขาดความสมดุลในตัวมันเอง ประการแรก หากเปรียบเทียบกับในอดีตจะเห็นว่าธปท.มีอำนาจน้อยลงเมื่อเทียบกับในอดีตในการสั่งธนาคารพาณิชย์ หรือให้ธนาคารพาณิชย์ดำเนินนโยบายการเงินให้สดคล้อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบทบาทของธนาคารพาณิชย์เปลี่ยนไปอย่างมากนับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินปี 2540 กล่าวคือธนาคารพาณิชย์มีอำนาจของตัวเองในระดับหนึ่ง
ประการที่สอง ผู้เชี่ยวชาญบางคนเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้น มาจากระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยเอง กล่าวคือเป็นกลุ่มธุรกิจที่ไม่มีการแข่งขันอย่างแท้จริง แต่มีการผูกขาดในเรื่องเงินเงินทองๆ ดังนั้นไม่ว่าธปท.จะออกนโยบายส่งผ่านให้ธนาคารพาณิชย์มากน้อยแค่ไหน แต่หากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่รวมตัวกันเป็นสมาคมไม่เห็นด้วย ผลก็คือนโยบายการเงินของธปท.แทบไม่มีความหมายในเชิงปฏิบัติ เท่ากับว่าผู้ที่กำหนดนโยบายการเงินแท้จริงคือกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ไม่ใช่ธนาคารกลางของประเทศ
ประการที่สาม หากมองในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งมีคำอธิบายว่ากรณีธนาคารพาณิชย์ไม่ยอมลดดอกเบี้ยนั้นเป็นปัญหาเศรษฐกิจของไทยเอง เนื่องจากในขณะนี้ยังไม่ฟื้นตัว เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกมาต่อเนื่องยาวนาน รวมทั้งปัญหาภายในประเทศเอง ส่งผลให้เกิดหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาการของหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นในทุกธนาคาร ก็สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งผลที่ตามมาคือธนาคารพาณิชย์ต้องตั้งสำรองหนี้เสียเพิ่มขึ้นและยิ่งเศรษฐกิจฟื้นช้า ภาระของธนาคารก็ยิ่งมากขึ้นจากการตั้งสำรอง
ประการที่สี่ ประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่มีมานาน เนื่องจากพื้นฐานของภาคธุรกิจคือการแสวงหากำไรสูงสุดอยู่แล้ว ยิ่งธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็ยิ่งต้องแสวงหากำไรเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับนักลงทุน ซึ่งจะมีผลต่อระดับราคาหุ้นในตลาด แต่ประเด็นนี้ยังเป็นข้อถกเถียงไม่มีวันสิ้นสุดว่าภาคธุรกิจจะมีส่วนรับผิดชอบแค่ไหนกันแน่ และหากจะกล่าวถึงประเด๋็นนี้ ก็ไม่เพียงแค่ธุรกิจธนาคารพาณิชย์เท่านั้นที่มีปัญหา แต่เป็นปัญหาร่วมทั่วไปที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน
ดังนั้นหากจะกล่าวถึงต้นตอของปัญหาและพยายามตอบคำถาม ว่าเหตุใดธนาคารพาณิชย์ไม่ลดดอกเบี้ย เป็นประเด็นข้อถกเถียงกันได้มากยากจะหาข้อยุติ และเป็นเรื่องยากมากที่ภาครัฐจะไปบีบบังคับให้ภาคธุรกิจทำตาม เพราะเราเปิดเสรีกันมานานจนยากจะกลับไปสู่แบบเดิมได้ ซึ่งเป็นปัญหาของประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจเสรีทุกประเทศ ซึ่งทางออกสำหรับการดูแลให้ภาคธุรกิจอย่างธนาคารพาณิชย์ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์อาจต้องกลับไปดูเรื่องระบบธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดและมาตรการการดูแลของธปท.ในขณะนี้ว่ามีอะไรต้องแก้ไข
เราเห็นว่าจากสัญญาณเรื่องดอกเบี้ยในครั้งนี้ ทำให้เราเห็นความไม่สมดุลเชิงสถาบันทางเศรษฐกิจสำคัญอย่างระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทายสำหรับธปท.ในอนาคตว่าจะทำอย่างไร หลังจากที่ประคับประคองให้ธนาคารพาณิชย์มีความแข็งแกร่งเพื่อค้ำจุนเศรษฐกิจของประเทศมาแล้ว โจทย์ที่เหลือสำหรับธปท.คือทำอย่างไรจะทำให้ธนาคารเหล่านี้มีบทบาทมากขึ้น นอกจากเพียงแค่เป็นหน่วยธุรกิจหนึ่งที่มีความสำคัญในสังคม









