ภายหลังจากเกิดโศกนาฏกรรมคนจักรยานเสียชีวิตหลายคนจากอุบัติเหตุโดยความประมาทของรถยนต์
ทำให้เรื่องความปลอดภัยของนักปั่นสองล้อได้รับความสนใจมากขึ้น มีหลายๆ ประเด็นที่ควรจะต้องกล่าวถึงอย่างจริงๆ จังๆ จนถึงขั้นที่ต้องปฏิรูปกันทั้งระบบดังนี้
ประเด็นแรกสุดคือเรื่อง Safety หรือความปลอดภัย สำหรับคนปั่นจักรยานแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดและเป็นข้อวิตกกังวลมากที่สุดก็คือความปลอดภัยขณะปั่นขี่บนท้องถนน
เนื่องจากมีขนาดที่เล็ก บอบบางและเสียเปรียบยานยนต์อื่นๆ บนท้องถนนทั้งหมด เพราะฉะนั้นแล้ว การให้ความสำคัญกับเรื่องของ safety สำหรับผู้ปั่นจักรยานจึงสำคัญเหนือสิ่งอื่นๆ ใดทั้งหมดเพื่อปกป้องคุ้มครองทุกๆ ชีวิตที่แขวนอยู่บนสองล้อและมีโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ตลอดเวลา
กล่าวได้ว่า เรื่อง safety ไม่ใช่เรื่องสุดวิสัยแต่เป็นเรื่องที่สามารถบริหารจัดการและป้องกันได้ ดังนั้น จึงไม่ควรปล่อยให้เชื่อว่าเป็นเรื่องของดวงเรื่องของเวรกรรม เชื่อ (ผิดๆ) ว่านักปั่นสองล้อถูกชนตายเพราะ “คนถึงคราว ดวงถึงฆาต” ถึงเวลาแล้วที่ต้องปฏิรูปความคิดของผู้คนในเรื่องนี้ให้ตระหนักเป็นพิเศษ
ประเด็นต่อมาก็คือเรื่อง Speed หรือความเร็ว โดยหลักข้อเท็จจริงแล้ว อัตราความเร็วของรถยนต์มีผลหรือความสัมพันธ์ต่อระดับความรุนแรงของอุบัติเหตุหนึ่งๆ ข้อมูลการศึกษาของหลายๆ ประเทศล้วนได้ผลสรุปยืนยันตรงกันว่า หากรถยนต์วิ่งด้วยความเร็วมากเท่าไหร่ อันตรายที่คนปั่นจักรยานจะได้รับจากการถูกชนก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้น
ข้อมูลของสหรัฐที่มีการศึกษาตั้งแต่ปี 1999 พบว่า รถยนต์ที่วิ่งด้วยความเร็ว 64 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะมีโอกาสทำให้นักปั่นสองล้อเสียชีวิตสูงถึง 85 เปอร์เซ็นต์ (คือมีโอกาสรอดตายเพียง 15 เปอร์เซ็นต์) และตัวเลขแห่งโศกนาฏกรรมนี้จะลดลงเหลือเพียง 5 เปอร์เซ็นต์หากลดความเร็วเหลือ 32 กม./ชม.นั่นหมายถึงโอกาสที่จะรอดชีวิตจากการถูกรถยนต์ชนมีสูงถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ข้อมูลการศึกษาของเมืองเอดินเบอระ (สกอตแลนด์) โดยอ้างอิงตัวเลขสถิติประจำปี 2010 อธิบายเพิ่มเติมว่า ณ ระดับความเร็วที่ 32 กม./ชม. (ในเขตเมือง) จะมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุกับจักรยานเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และตัวเลขความเสี่ยงจะกระโดดสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์เมื่อความเร็วเพิ่มเป็น 64 กม./ชม.
ในขณะเดียวกันข้อมูลของฝั่งแคนาดาก็บ่งบอกว่า โอกาสที่นักปั่นจักรยานจะเสียชีวิตจากการถูกรถยนต์ที่วิ่งด้วยความเร็ว 50 กม./ชม.มีมากกว่าถึง 5 เท่าเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่วิ่งด้วยความเร็ว 30 กม./ชม.และตัวเลขความเสี่ยงนี้จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 8 เท่าจากผลการศึกษาของฝั่งฟินแลนด์
ชัดเจนมากๆ ก็คือข้อมูลการศึกษาของฝั่งสหรัฐล่าสุดในปี 2014 ซึ่งพบว่า นักปั่นจักรยาน 9 ใน 10 คนจะมีโอกาสรอดชีวิตจากการถูกชนโดยรถยนต์ที่วิ่งด้วยความเร็ว 32 กม./ชม.และจะลดลงเหลือเพียงคนเดียวที่มีโอกาสรอดตายหากถูกชนโดยรถยนต์ที่วิ่งด้วยความเร็ว 64 กม./ชม.
เพราะฉะนั้นแล้ว ด้วยผลการศึกษาและข้อสรุปดังกล่าว ถึงเวลาแล้วที่ทางการไทย ภาคเอกชนและประชาชนต้องให้ความสำคัญในเรื่อง safety เหนือกว่าเรื่องของ speed โดยการควบคุมความเร็วเพื่อรักษาชีวิตของผู้คน ซึ่งสามารถดำเนินการได้อย่างน้อยสองลักษณะ ดังนี้
หนึ่ง ในประเทศที่พัฒนาเจริญแล้วหลายๆ ประเทศ ซึ่งถือความปลอดภัยในชีวิตของผู้คนสำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด นอกเหนือจากการทำลูกระนาดหรือลูกคลื่นขนาดเล็กๆ เป็นเครื่องมือช่วยลดความเร็วของยานยนต์อย่างได้ผลไม่น้อยแล้ว ยังเลือกใช้วิธีการแบ่งเลนถนน (ในเขตเมือง) ให้แคบลง จากเดิมที่กว้างประมาณ 3.5-4 เมตร ให้เหลือช่องละประมาณ 3 เมตร งานวิจัยของต่างประเทศระบุยืนยันชัดเจนว่า ช่องเลนวิ่งที่แคบลงจะช่วยลดอุบัติเหตุและทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น
สอง การจำกัดความเร็วในเขตเมือง ในปัจจุบันนี้ หลายๆ ประเทศกำลังรณรงค์และบังคับใช้กฎหมายจำกัดความเร็วในเขตพื้นที่เมืองหลวงและเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะนับตั้งแต่ปี 2014 กระแสของมาตรการจำกัดความเร็วไม่เกิน 32 กม./ชม.ได้แผ่ซ่านขยายไปหลายๆ ประเทศในยุโรปนับตั้งแต่ปารีส (ฝรั่งเศส) บาร์เซโลน่า (สเปน) มิวนิค (เยอรมนี) มิลาน (อิตาลี) ลอนดอน (อังกฤษ) และเอดินเบอระ (สกอตแลนด์) ในขณะที่มหานครนิวยอร์กซึ่งให้ความสำคัญกับนโยบายส่งเสริมการปั่นจักรยานมากที่สุดเมืองหนึ่งในสหรัฐฯ จนเกิดเป็น “นิวยอร์กโมเดล” กำหนดความเร็วไม่เกิน 40 กม./ชม.เหมือนเช่นซิดนีย์ (ออสเตรเลีย)
ในระดับประเทศแล้ว สเปนกลายเป็นประเทศที่มีนโยบายชัดเจนโดดเด่นที่สุดในยุโรป โดยการจำกัดความเร็ว 20-30 กม./ชม. ครอบคลุมเขตเมืองต่างๆ ทั่วประเทศรวมทั้งสวีเดน นอร์เวย์และเดนมาร์ก
เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อว่า การจำกัดความเร็วในเขตเมืองกลับมีผลทำให้รถไหลลื่นมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่จราจรติดขัดหนักๆ ดีกว่านั้นก็คือก่อให้เกิดมลพิษที่น้อยลง ทำให้เมืองน่าอยู่มากขึ้น ข้อมูลการศึกษาของทางการกรุงเฮลซิงกิ (ฟินแลนด์) พบว่า การจำกัดความเร็วมีผลกระทบหรือข้อเสียน้อยมาก แต่กลับส่งผลดีทำให้อัตราความเสี่ยงและความตายของนักปั่นสองล้อลดน้อยลงอย่างมาก
ทั้งนี้ สำหรับในเขตกรุงเทพมหานครซึ่งกำหนดความเร็วไว้ที่ 80 กม./ชม.(ถือว่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งเมื่อเทียบกับเมืองหลวงต่างๆ ทั่วโลก) จึงต้องได้รับแก้ไขโดยเร็ว อาจจะเริ่มต้นด้วยการกำหนดโซน (ถนน) หรือเขตควบคุมความเร็ว ณ ช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยเฉพาะในเขตถนนใหญ่หรือถนนที่รถยนต์ขับเร็วเช่นรัชดาภิเษกหรือเกษตร-นวมินทร์ซึ่งมักจะเกิดอุบัติเหตุและมีร้านขายเหล้าเป็นจำนวนมาก (อันสาเหตุหนึ่งของปัญหา “เมาแล้วขับ”) และกำหนดช่วงเวลาในตอนเย็นตั้งแต่ 16.00-21.00 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังเลิกงานที่มีผู้ใช้จักรยานเป็นจำนวนมาก
ประเด็นสำคัญต่อมาก็คือเรื่อง Share หรือการแชร์แบ่งปันสิ่งสำคัญหนึ่งที่ผู้ใช้ยานพาหนะทุกประเภทและทุกคนพึงระลึกถึงก็คือ ถนนเป็นสมบัติร่วมกันของทุกๆ คนที่ใช้ยานพาหนะแต่ละประเภท เพราะฉะนั้น รถแต่ละประเภทรวมทั้งจักรยานล้วนมีสิทธิในการใช้ถนนอย่างเท่าเทียมกัน จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้องและสะท้อนถึงจิตสำนึกที่ผิดปกติที่ผู้ขับขี่รถยนต์บางคนจะกล่าวอ้างว่าถนนเป็นของรถยนต์ไม่ใช่ที่สำหรับจักรยาน แล้วสรุปแบบผิดๆ ว่า ถ้าไม่ปั่นจักรยานบนท้องถนน ก็ไม่มีอุบัติเหตุให้รถชนจนเกิดขั้นเสียชีวิตเป็นแน่
ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวอย่างของกลุ่มเกษตรกรในฝรั่งเศสซึ่งมีสัดส่วนน้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ (ของผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง) แต่กลับกลายเป็นกลุ่มที่มีพลังทางการเมืองอย่างมหาศาล น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งให้กลุ่มนักปั่นของไทยมากกว่าสองล้านคนซึ่งมีจำนวนสัดส่วนใกล้เคียงกัน ได้แสดงออกซึ่งความเป็น stakeholders หรือหุ้นส่วนของประเทศนี้ และได้เรียนรู้เพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนให้สังคมไทยใส่ใจกับความปลอดภัยของคนจักรยานมากขึ้นจนถึงที่สุด






