เมื่อไม่นานมานี้ ดิฉันได้มีโอกาสพูดคุยกับนักวิชาการอาวุโสท่านหนึ่งในเรื่องการบริหารจัดการธุรกิจสมัยใหม่
นักวิชาการท่านนั้นมีมุมมองว่า ในอนาคตการบริหารธุรกิจข้ามประเทศของบรรรษัทข้ามชาติมีแนวโน้มที่จะใช้กลยุทธ์มุ่งสร้างมาตรฐานเดียว (Standardization) เพราะโลกทุกวันนี้ไร้พรมแดน วัฒนธรรม ทัศนคติ รสนิยมของผู้บริโภค รวมไปถึงคุณภาพแรงงาน มีแนวโน้มที่จะแตกต่างกันน้อยลงอันเนื่องมาจากปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ (Globalization) ตัวอย่างเช่น แม็คโดนัลด์และสตาร์บัคส์เป็นตัวอย่างของบรรษัทข้ามชาติที่ใช้ระบบจัดการพนักงานทั่วโลก การโฆษณา และการบริหารจัดการซัพพลายเชนแบบมาตรฐานกับทุกสาขาทั่วโลก ทำให้หลักการบริหารธุรกิจในอนาคตจึงมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพ (Efficiency) มากกว่าที่จะมากังวลเรื่องความแตกต่าง (Distance) ระหว่างประเทศคู่ค้า...
ได้ยินอย่างนั้นดิฉันเริ่มรู้สึกร้อนตัว ด้วยความที่เป็นอาจารย์ด้านบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ หากเป็นไปตามคำทำนายนี้ดิฉันมีสิทธิ์ตกงานแน่ๆ หากนักวิชาการ นักศึกษา และนักธุรกิจ มองไม่เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการบริหารธุรกิจทั่วไป (General management) กับการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ (International management)
ดิฉันจึงถือโอกาสทบทวนคำกล่าวข้างต้นว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน และในอนาคตศาสตร์บริหารธุรกิจระหว่างประเทศจะมีความสำคัญลดลงหรือไม่?
แนวคิดเรื่องโลกไร้พรมแดน สอดคล้องกับคำกล่าวของ Thomas Friedman ผู้แต่งหนังสือขายดีระดับโลกที่ชื่อว่า “The world is flat” ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “โลกของเราแบนลงเรื่อยๆ โลกถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน การสร้างเครือข่ายถึงกันผ่านทางเว็บไซต์ทำให้มีการร่วมมือในการทำงานและวิจัยแบบ real time โดยไม่มีอุปสรรคเรื่องภูมิประเทศหรือความห่างไกล ทำให้บริษัททั่วโลกสามารถแข่งขันกันได้อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น...”
จากปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงมีคำถามตามมาว่าเรายังจำเป็นจะต้องมีการศึกษาการบริหารจัดการธุรกิจระหว่างประเทศอยู่หรือไม่ ในเมื่อแนวโน้มการบริหารธุรกิจมีแนวโน้มเหมือนกันทั่วโลก?
ก่อนที่จะตอบคำถามนั้น เรามาดูสถิติที่ใช้วัดระดับความเป็น “โลกาภิวัตน์” ว่ามากน้อยแค่ไหน Pankaj Khemawat ศาสตราจารย์ด้านบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ แห่ง IESE Business School ประเทศสเปน ได้วิเคราะห์สถิติดังกล่าวในเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ Bloomberg โดยอ้างอิงรายงานของ World trade investment report พบว่าในปี 2013 ตัวเลขที่แสดงการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ได้แก่ การลงทุนทางตรงระหว่างประเทศ (Global FDI) และปริมาณการส่งออกรวมของโลก (Global export volume) อยู่ที่ 1.9% และ 24% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก (Global GDP) ตามลำดับ ขณะที่ประเทศไทย มีการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ คิดเป็น 3.31% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเท่านั้น นอกจากนี้ UN Department of Economic and Social Affairs (UN-DESA) แสดงตัวเลขล่าสุดในปีนี้ว่า มีประชากรที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศคิดเป็นเพียง 3.2% ของประชากรโลกทั้งหมด แน่นอนว่าตัวเลขที่เป็นตัวแทนระดับ “โลกาภิวัตน์” เหล่านี้มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่สัดส่วนของสถิติดังกล่าวก็ยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับตัวเลขโดยรวม
จากสถิติที่อ้างอิงมาว่าโลกยังไม่ได้เชื่อมต่อถึงกันเสียทีเดียว เนื่องจากเรายังไปไม่ถึงเป้าหมายนั้น จึงเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าโลกไม่ได้แบนอย่างที่ใครหลายๆ คนคิด! แต่ปรากฏการณ์โลกไร้พรมแดนจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป แสดงให้เห็นว่ายังมีโอกาสในการขยายกำลังการผลิตและบริการให้กับตลาดโลกอีกมาก และเรายังสามารถเพิ่มปริมาณการค้าและการลงทุน รวมไปถึงหาแนวทางการร่วมมือกับคู่ค้าเพื่อขยายเครือข่ายการทำธุรกิจระหว่างประเทศได้มากขึ้น
ผู้บริหารธุรกิจระดับโลกและนักวิชาการจึงพยายามศึกษาและวิเคราะห์ว่า ความแตกต่างระหว่างประเทศ มีผลกระทบกับการบริหารจัดการองค์กรอย่างไร? และจะเอาชนะความแตกต่างนี้ได้อย่างไร? ตัวอย่างของความแตกต่างที่มีผลต่อการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ ได้แก่ หลักการเกี่ยวกับบริบททางสังคมและประเทศ เช่น วัฒนธรรม บรรทัดฐาน กฎหมาย ความเสี่ยงทางการเมือง ระบบเศรษฐกิจ ความแตกต่างทางด้านจิตใจ (Psychic distance) เป็นต้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อ ระดับกิจวัตรและความสามารถขององค์กร (routines and capabilities) ที่ได้รับอิทธิพลจากบริบททางด้านบุคลากร (personal context) องค์กร (organizational context) และสถาบัน (Institutional context) หากองค์กรใดสามารถรับมือกับความแตกต่างนั้นได้ดีกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน ก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในต่างประเทศได้ดีกว่า และส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน (Competitive advantage) ในตลาดต่างประเทศที่เหนือกว่าด้วย
จากเหตุผลที่กล่าวมาในข้างต้น เราจึงมีความจำเป็นต้องศึกษาการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ และองค์ความรู้นี้นับวันจะมีความสำคัญมากขึ้น สอดคล้องไปกับการเปลี่ยนแปลงในบริบทของสังคมและเศรษฐกิจโลก ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยสรุปแล้ว โลกาภิวัตน์เป็นตัวเร่งให้เกิดการทำธุรกิจระหว่างประเทศ แต่การบริหารจัดการความแตกต่างระหว่างประเทศยังต้องมีการพัฒนาอีกมาก หากองค์กรและผู้บริหารเข้าใจและเรียนรู้ที่จะจัดการความแตกต่างในการทำธุรกิจในต่างประเทศได้ดีกว่า ก็มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จได้มากกว่าเนื่องจากสามารถผสมผสานความแตกต่างทุกด้านให้ลงตัวได้ ดังนั้น ปัจจัยด้านความแตกต่างในการทำธุรกิจระหว่างประเทศมีความสำคัญต่อความสามารถทางการแข่งขันขององค์กรอย่างปฏิเสธไม่ได้ ผู้บริหารและนักธุรกิจระหว่างประเทศจึงไม่ควรละเลยที่จะมองว่าปัจจัยด้านความแตกต่างระหว่างประเทศเป็นเพียงเรื่องธรรมดา แต่ควรจะมองว่าความแตกต่างนั้นคืออะไร และนำความแตกต่างนั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับองค์กรได้อย่างไร .....
และดิฉันจะได้นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ประโยชน์ที่หาได้จากความแตกต่างระหว่างประเทศคู่ค้า เพื่อนำมาใช้สร้างความสามารถทางการแข่งขันในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ ในบทความครั้งต่อไปค่ะ
-------------------------
ข้อมูลนักเขียน :
ดร.รพีพร รุ้งสีทอง ([email protected])
ภาควิชาบริหารธุรกิจ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ






