วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ต้องลงลึกถึงฐานราก

จากที่สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวม

ในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่1/2558 ขยายตัว 3% ซึ่งม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าการที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ระดับนี้ถือว่าน่าพอใจ เพราะหากดูจากภาคการส่งออกในไตรมาสแรกที่หดตัวอยู่ถึง 4.3% โดยการส่งออกมีสัดส่วนในจีดีพีอยู่ถึง 56% การที่ส่งออกติดลบแต่จีดีพียังขยายตัวได้สะท้อนว่าเศรษฐกิจฟื้นตัว ซึ่งในไตรมาสแรกเศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์จากภาคการท่องเที่ยว การลงทุนภาครัฐ และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ถึง 4% ตัวเลขนี้มาจากการเปิดโรงงานใหม่ แม้ตัวเลขสต็อกสินค้าลดลงจากการส่งออกที่หดตัวแต่เมื่อเทียบแล้วการลงทุนเอกชนยังบวกอยู่ มาจากการขยายโรงงานและการเปิดโรงงานใหม่ที่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ ขณะที่การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกอย่างชัดเจนในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพราะต้องรอการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศที่จะทยอยเข้ามา

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ยังกล่าวถึงโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยว่า ไม่เหมือนในอดีตที่จะขยายตัวได้ปีละ 8 - 9% โดยตั้งแต่ปี 2551 - 2556 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เฉลี่ยปีละไม่ถึง 3% แม้ที่ผ่านมาจะมีเงินเข้ามาในระบบเศรษฐกิจเป็นเงินที่ใช้จ่ายง่าย เช่น โครงการรับจำนำข้าว โครงการรถคันแรก เศรษฐกิจก็ยังขยายตัวได้เฉลี่ยไม่เกิน 3% และการส่งออกก็เริ่มติดลบมาตั้งแต่ปี 2548 รวมทั้งต่อมาก็ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ซึ่งรัฐบาลนี้พยายามควบคุมไม่ให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างหวือหวาเกินไป รวมทั้งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยเฉพาะการส่งออกให้แข่งขันได้ ด้วยการปรับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมที่ส่งเสริมการลงทุนใหม่ คาดว่าจะเริ่มเห็นผลการเปลี่ยนแปลงในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของประเทศไทยใน 2 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง ไม่ได้ทำให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยตามลงอย่างทันทีทันใด แม้ล่าสุดจะเริ่มทยอยลดดอกเบี้ยลงก็ตาม ซึ่งระยะยาวต้องดูต่อไปว่า มาตรการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยให้คำสั่งซื้อสินค้าเข้ามาในอุตสาหกรรมการผลิตได้มากน้อยเพียงใด และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศโดยภาพรวมได้ดำเนินการอย่างทันท่วงที กระทำแบบก้าวหน้า สกัดต้นตอก่อนเกิดปัญหา หรือรอให้ปัญหาเกิดแล้วจึงตามแก้ไข

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจถือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง และยาวนาน การวางมาตรการแก้ไขต้องใช้วิสัยทัศน์ของคน และใช้เทคโนโลยีที่ช่วยวิเคราะห์เส้นทางอนาคตหรือเหตุการณ์ที่น่าจะเกิดตามมาจากผลของสิ่งที่ได้กระทำไปทั้งในอดีตและปัจจุบันมาจับ ซึ่งเทคโนโลยีเพื่อใช้วิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นพอจะบอกเค้าลางในอนาคตได้ เพื่อจะได้เตรียมตัวรับมือแต่เนิ่นๆ เมื่อรัฐกำลังดำเนินนโยบายก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ช่วยการตัดสินใจ และดำเนินนโยบายจะเป็นตัวช่วยที่ดี และไม่หลงทิศ แม้รัฐบาลจะเปลี่ยนไปผู้บริหารใหม่จะขึ้นมา แต่ข้อมูลที่นำมาใช้จะเป็นข้อมูลที่สะสมมายาวนาน และช่วยบ่งบอกทิศทางอนาคตได้ โดยข้อมูลที่เก็บนั้นต้องฟังจากรอบทิศทาง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนจึงจะได้ข้อมูลที่แท้จริงและนำมาเป็นฐานการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน