แม้ว่าแนวความคิดในการเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นสินค้าอาจจะดูเหมือนตรงไปตรงมา แต่ในทางปฏิบัตินั้นไม่เรียบง่ายนัก
แรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว ล้วนมีผลอย่างมากมาจากความสามารถในการแปลงงานวิจัยให้เป็นผลในทางธุรกิจ สำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาเศรษฐกิจฐานความรู้ ให้มีบทบาทในการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ได้
ดังนั้นรัฐบาลประเทศต่างๆ จึงพยายามผลักดันให้นักวิจัยในมหาวิทยาลัยพยายามพัฒนาการค้นพบจากการวิจัยให้เป็นสินค้าในตลาด ด้วยการจัดตั้งหน่วยงานส่งเสริม สนับสนุน และให้ทุนวิจัยเพิ่มเติมจากเดิม ที่หน่วยงานให้ทุนมักมุ่งไปที่การวิจัยพื้นฐานมากไป เพราะงบประมาณที่แต่ละมหาวิทยาลัยได้รับนั้น แทบไม่เหลือพอที่จะทำวิจัยอะไรได้อย่างจริงจัง เป็นผลให้นักวิจัยมักหาทุนวิจัยจากหน่วยงานให้ทุนต่างประเทศเป็นหลัก โดยที่ประโยชน์สุดท้ายกลับไม่ได้นำมาสร้างประโยชน์ภายในประเทศ
แต่อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่มหาวิทยาลัยจะทำกำไรจากเทคโนโลยีที่ตนเองผลิตหรือคิดค้นขึ้น เพราะการถ่ายทอดทางเทคโนโลยีเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็ไม่มีงบประมาณหรือทุนสนับสนุนเพื่อการนี้ “การบริการวิชาการ” จึงเป็นกิจกรรมเบื้องต้นที่จะช่วยให้สังคมได้รับประโยชน์จากความรู้ ความสามารถ และทักษะของอาจารย์ ตลอดจนยังเพิ่มรายได้ให้แก่ทั้งมหาวิทยาลัยและอาจารย์เองด้วย
แม้ว่าแนวความคิดในการเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นสินค้าอาจจะดูเหมือนตรงไปตรงมา แต่ในทางปฏิบัตินั้นไม่เรียบง่ายนัก เพราะการบริหารจัดการของแต่ละประเทศ แต่ละมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ในภาควิชา นั้นแตกต่างกัน ดังนั้น จึงไม่มีรูปแบบการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ตายตัว เช่น บางมหาวิทยาลัยพยายามเปลี่ยนทุกสิ่งประดิษฐ์และทุกการค้นพบให้เป็นสินค้า และหวังว่าโครงการส่วนหนึ่งจะประสบความสำเร็จ บางมหาวิทยาลัยมุ่งเน้นที่คุณภาพมากกว่าปริมาณ และบางมหาวิทยาลัยลงทุนเพื่อแปลงงานวิจัยให้เป็นบริษัทเพื่อทำกำไร
หลายประเทศได้ยึดตามรูปแบบของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยในปี พ.ศ. 2523 รัฐบาลกลางได้ออกพระราชบัญญัติ “Bayh-Dole Act” ซึ่งเป็นกฎหมายที่ช่วยลดข้อจำกัดจากรัฐบาลในการนำเอาผลการวิจัยออกมาใช้จริงนอกห้องทดลอง โดยกฎหมายนี้ได้มอบสิทธิในการครอบครองสิ่งที่ค้นพบ โดยเฉพาะที่อยู่ในหน่วยส่งเสริมและให้ทุนวิจัยของรัฐ เพราะจากสถิติพบว่ามีการนำออกไปสู่การใช้งานไม่มากนัก กรณีสิ่งที่ค้นพบนั้นมีมูลค่าทางการตลาดมหาวิทยาลัยสามารถนำสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ หรือทรัพย์สินทางปัญญาในรูปแบบอื่นๆ ให้แก่บริษัทเอกชนเพื่อไปพัฒนาทางธุรกิจ และผลกำไรที่ได้จะถูกแบ่งให้ผู้คิดค้น ต้นสังกัดของผู้คิดค้น และมหาวิทยาลัย จึงถือได้ว่า Bayh-Dole Act เป็นกฎหมายที่เปิดประตูให้มหาวิทยาลัยได้ถอนทุนคืนจากการลงทุนเพื่องานวิจัย อีกทั้งรัฐบาลซึ่งเป็นเจ้าของทุนวิจัย ก็ได้ผลลัพธ์จากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในทางอ้อมด้วย เช่น การจัดเก็บภาษีที่มากขึ้นจากสินค้าเทคโนโลยีต่างๆ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หรือแม้แต่การลดการขาดดุลทางการค้าระหว่างประเทศ
ถ้าจะลำดับขั้นตอนจากต้นทางของงานวิจัยจนถึงปลายทางที่ผู้บริโภค เชื่อมโยงกันให้เห็นภาพ อาจแบ่งได้เป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนการวิจัย (Research stage) ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะงานวิจัยคือ งานวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) เพื่อค้นหาคำตอบ หรือคำอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆในธรรมชาติ หรือสิ่งที่นักวิจัยไม่เข้าใจ และงานวิจัยประยุกต์ (Applied Research) คือการนำเอาความรู้พื้นฐานจากงานวิจัยลักษณะแรก มาศึกษาคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ในด้านต่างๆ เพื่อที่จะให้นักพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้นำเอาองค์ความรู้ใหม่ที่ค้นพบนี้ ไปต่อยอดใช้งานจริงต่อไป ถึงแม้ผลงานวิจัยที่ได้จะเสร็จตามโจทย์ที่ตั้งไว้ แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการทดลองที่เรียกว่า Lab scale เท่านั้น
ขั้นตอนการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology transfer) หรือการขยายผลงานวิจัยให้มีความสมบูรณ์พร้อมใช้งาน หรืออาจเรียกว่าขั้นตอนการขยายขนาดจากห้องทดลองไปสู่ขั้นการผลิตจริง (Industry scale) ซึ่งแน่นอนจะมีความยุ่งยากและปัจจัยอื่นๆที่ต้องควบคุมเพิ่มเติม แตกต่างจากการทดลองในห้องปฏิบัติการที่มีการควบคุมเข้มงวด ในขั้นตอนนี้จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในสาขาอื่นๆเข้ามาช่วย อาทิ นักการตลาด วิศวกร นักออกแบบ ช่างเทคนิค ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐาน นักเศรษฐศาสตร์ และอื่นๆ โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้นมีทั้งที่เป็นไปในทางช่วยเหลือสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตหรือยกฐานะทางเศรษฐกิจของชุมชน โดยไม่แสวงหากำไร หรือการถ่ายทอดสู่ภาคธุรกิจเพื่อนำเอาเทคโนโลยีใหม่นี้ไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยการอนุญาตให้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้น และจัดเก็บเป็นรายได้กลับมาจากหน่วยธุรกิจนั้น
ขั้นตอนสุดท้ายคือ การสร้างสรรค์เชิงพาณิชย์ (Commercialization) คือการนำผลงานวิจัย เทคโนโลยี และทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้น ไปจัดตั้งเป็นหน่วยธุรกิจ แม้ว่าแนวทางหรือวิธีการหลักที่ได้รับความนิยม คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 99 ในการให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์จากผลงานวิจัยที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วของมหาวิทยาลัย หรือสถาบันวิจัยต่างๆก็คือ การอนุญาตให้สิทธิในในทรัพย์สินทางปัญญา (Technology licensing) เพราะความที่ไม่ถนัดในการทำธุรกิจ
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเราอาจจะเห็น tech start-up ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นส่วนใหญ่ เช่น บริษัทซอฟท์แวร์ เพราะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก และใช้เงินลงทุนด้านฮาร์ดแวร์ไม่มากนัก หากแต่การจะให้อยู่รอดและยั่งยืน ก็ต้องใช้ฝีมือพอสมควร โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ต้องมีมาตรฐานสากล ส่วนธุรกิจเกิดใหม่ที่นำเอาความรู้วิทยาศาสตร์มาใช้ ก็ยังอยู่ในลักษณะที่ไม่ซับซ้อนมากนัก อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารเสริม ยาบำรุง และสารสกัดสมุนไพรต่างๆ แต่ปัจจุบันถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรที่จะเกิด technology start-upcompany ที่นำผลงานวิจัยเชิงลึกและถือเป็นนวัตกรรมจริงๆ ที่ไม่ใช่เกิดจากการผลิตเลียนแบบเพื่อทดแทนการนำเข้าเท่านั้น เพราะถ้าเป็นนวัตกรรมใหม่ที่แม้แต่ประเทศอื่นๆ หรือภูมิภาคเดียวกันผลิตไม่ได้ ก็มีโอกาสทางการตลาดที่สูงมากกว่า








