วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่ำกว่าที่คาด

ข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาสแรกของประเทศ ที่สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประกาศในวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความเปราะบาง

ของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวได้เพียงร้อยละ 3.0 เมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน ทั้งๆ ที่ไตรมาสแรกของปี 2557 เศรษฐกิจไทยขยายตัวในอัตราติดลบ และนอกจากนี้แล้วยังได้มีการปรับลดคาดการณ์ประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของปีนี้ลงเหลือร้อยละ 3.0-4.0 ต่อปี เทียบกับเมื่อเดือนก.พ. ที่คาดการณ์ว่า จะเติบโตได้ในอัตราร้อยละ 3.5-4.5 ต่อปี


ปัจจัยที่ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจต่ำกว่าเป้าหมายคือภาคการส่งออก ประจักษ์ชัดเจน คือ กระทรวงพาณิชย์ปรับเป้าหมายการส่งออกของปี 2558 นี้ลงจากที่เดิมจะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ลงเหลือเพียงขยายตัวเพียงร้อยละ 1.2 ทั้งนี้ เนื่องจากมูลค่าการส่งออกในเดือนมี.ค. ยังติดลบต่อเนื่องมาจากสองเดือนก่อนหน้า สะท้อนถึงความต้องการสินค้าไทยจากตลาดโลกต่ำกว่าที่คาด ดังที่ได้เรียนไปก่อนหน้าแล้วนี้ว่า เครื่องยนต์ในการขับเคล่อนเศรษฐกิจโลกจะเหลืออยู่เพียงเครื่องเดียว คือ เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่การส่งออกในไตรมาสแรกนี้ขยายตัวเป็นบวก แต่การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศต่างๆ ล้วนลดลงทั้งสิ้น โดยเฉพาะการส่งออกไปประเทศจีนในไตรมาสแรกนี้ลดลงถึงร้อยละ 14.4 ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่ขยายตัวต่ำสุดในรอบ 6 ปี


อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศในเอเชียที่ต่างพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก นอกจากความต้องการที่ลดลงแล้วการส่งออกของไทยยังต้องเผชิญกับการตัดสิทธิพิเศษทางการค้า เช่น เรื่องสินค้าอาหารทะเลส่งออกที่ถูกสหภาพยุโรปกล่าวหาไทยในเรื่องสิทธิมนุษยชน


สินค้าส่งออกทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมลดลง ซึ่งการส่งออกข้าว ยางพารา และมันสำปะหลังต่างลดลงแทบทั้งสิ้น สำหรับอุตสาหกรรมนั้น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีลดลงค่อนข้างมากตามการอ่อนตัวลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก


การบริโภคของครัวเรือนแม้จะกระเตื้องดีขึ้นแต่กระเตื้องอย่างเชื่องช้ามาก กำลังซื้อของประชาชนที่ยังอยู่ในระดับต่ำ เป็นเพราะยังมีปัญหาเรื่องหนี้สินของครัวเรือนสูง ที่แม้ว่าจะมีการปรับวิธีการคำนวณตัวเลขหนี้สินของครัวเรือนใหม่ทำให้ตัวเลขลดน้อยลงจากร้อยละ 84 ลงมาเหลือร้อยละ 79 แต่ทิศทางของข้อมูลยังอยู่ในระดับที่สูง นอกจากนี้แล้วการที่ราคาสินค้าเกษตรยังตกต่ำอย่างต่อเนื่องจึงทำให้กำลังซื้อของเกษตรกรยังไม่ฟื้นตัว


การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างอ่อนแอนี้ ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยยอมใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น ด้วยการยอมปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคารแห่งประเทศไทยต่อเนื่องถึงสองครั้งในการประชุมในเดือนมี.ค. และเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ครั้งละ 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลดลงจากระดับร้อยละ 2.0 ลงมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 1.5 ในปัจจุบัน จากเดิมที่เคยกล่าวว่าอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงร้อยละ 2.0 เหมาะสมในการกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแล้ว การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนี้ได้ทำควบคู่ไปกับการผ่อนคลายการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ สะท้อนว่านอกจากเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตแล้ว ยังมีจุดมุ่งหมายที่จะรักษาระดับค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่ามากเกินไป ให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งขันได้


มองภาพแนวโน้มที่เหลือของปีนี้ ประกอบกับมาตรการหลายประการของรัฐบาลที่มีการกระชับการดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ รวมทั้งมาตรการเร่งรัดการใช้จ่าย การลงทุนของภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานที่น่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ที่เดินมาในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว ดังนั้น ในสามไตรมาสที่เหลือของปีนี้จึงไม่น่าจะเลวร้ายกว่าไตรมาสแรกที่ผ่านมา


ปัจจัยต่างประเทศที่มีแนวโน้มเป็นบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือที่สำคัญๆ คือ การที่ประเทศต่างๆ ยังคงใช้มาตรการการเงิน การคลัง ที่ผ่อนคลายต่อเนื่อง สหภาพยุโรปและญี่ปุ่นนั้นออกมาตรการผ่อนคลายพิเศษทางการเงิน สหรัฐอเมริกาจากเดิมที่คาดการณ์กันว่าจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคารในกลางปีนี้ ถูกเลื่อนออกไปเป็นไตรมาสที่สาม และบ้างคาดว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอาจจะเลื่อนออกไปเป็นปีหน้า ภายหลังที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะอ่อนตัวลง จนประธานธนาคารกลางไม่มีความรีบร้อนในการปรับขึ้นดอกเบี้ยอ้างอิง สำหรับประเทศจีนก็ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั้งที่เป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และอัตราดอกเบี้ยเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ลงแล้วรวมสามครั้งในไตรมาสแรกนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุน ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม


ปัจจัยบวกอีกประการคือราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ที่กระเตื้องดีขึ้นโดยระดับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ได้ปรับตัวสูงขึ้นมายืนอยู่ระดับ 65 ดอลลาร์/บาร์เรล ในปัจจุบันจากระดับต่ำกว่า 60 ดอลลาร์/บาร์เรล เมื่อต้นปีนี้ เป็นอีกปัจจัยว่าความต้องการรวมหรือการฟื้นตัวทางกิจกรรมทางเศรษฐกิจน่าจะได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้จะไม่เป็นการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว