กรณีนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ออกมาเรียกร้อง
ให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยลง เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและเพื่อส่งผ่านนโยบายการเงิน หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ไปแล้ว 2 ครั้ง แต่ปรากฏว่าธนาคารพาณิชย์ไม่ได้สนองตอบหรือที่เรียกว่าส่งผ่านนโยบายการเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากนัก ทำให้นโยบายของกนง.ไม่ส่งผลเท่าที่ควร ท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของโลกยังไม่ฟื้นตัว
ท่าทีของธปท.ต่อธนาคารพาณิชย์ถือว่าไม่ใช่เรื่องปกตินัก เพราะก่อนหน้านี้จะเป็นเวทีปิดและไม่ได้สร้างแรงกดดันให้กับธนาคารพาณิชย์โดยตรง เพียงแต่พยายามเรียกร้องให้ธนาคารพาณิชย์ดำเนินนโยบายให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับธปท. ดังนั้นหากพิจารณาคำกล่าวของนายประสารและการส่งหนังสือเวียนของธปท. ให้ธนาคารพาณิชย์ต้องรายงานความคืบหน้าการช่วยเหลือภาคธุรกิจ ก็ยิ่งชี้ให้เห็นว่าในครั้งนี้ธปท.กำลังมองว่าเศรษฐกิจอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่ได้ผลจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ท่าทีของผู้บริหารธนาคารพาณิชย์กลับต่างออกไป โดยมองต่างจากธปท. เพราะประเมินว่าปัญหาปัจจุบันเป็นเรื่องของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยก็อาจเล็กเกินไปจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ซึ่งที่ผ่านมา การดำเนินนโยบายของธนาคารพาณิชย์ไทยนั้นก็จำกัดเฉพาะในประเทศ และเป็นการดำเนินนโยบายตามการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศเอง และประเมินว่าสถานการณ์ในขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยตามกนง.
แน่นอนว่าธปท.ไม่สามารถไปบังคับให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยได้ เพราะมีหลายปัจจัยที่จะทำให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยลง ทั้งเรื่องการแข่งขันและภาวะเศรษฐกิจโดยรวม แต่ก็เชื่อว่าหากธนาคารพาณิชย์ไม่พยายามทำตามข้อเรียกร้อง แต่เชื่อว่าธปท.ย่อมมีมาตรการอื่นตามมาที่สร้างแรงกดดันให้ธนาคารพาณิชย์ดำเนินนโยบายตาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นหากธปท.ต้องการทำจริงๆ เพราะหากไม่สามารถดำเนินการได้ เราก็เชื่อว่าบทบาทของธนาคารกลางก็จะสั่นคลอนไม่น้อย
ท่าทีของธปท.ในครั้งนี้อาจมีคนตั้งข้อสงสัย ว่าเหตุใดจึงออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ซึ่งอาจตีความในหลายประเด็น โดยประเด็นสำคัญที่สุดน่าจะอยู่ที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศยังอ่อนแอ และปัญหาการเข้าถึงสินเชื่ออาจเป็นเรื่องใหญ่สำหรับภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ซึ่งก็หวังว่าหากมีการเพิ่มสภาพคล่องเข้าไปในระบบผ่านนโยบายลดดอกเบี้ยก็น่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมในที่สุด แต่อีกประเด็นคือผลกำไรในไตรมาสแรกของธนาคารพาณิชย์นั่นเอง
หากย้อนกลับไปในอดีต ธปท.เคยสร้างแรงกดดันให้กับธนาคารพาณิชย์ในวิธีเดียวกันนี้ ผู้ว่าการธปท.ในอดีต ก็เคยหยิบยกประเด็นเรื่องผลประกอบการมาใช้ในการกดดันธนาคารพาณิชย์ให้ลดดอกเบี้ย ซึ่งในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน เพราะก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน ธปท.ได้ออกรายงานผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของธนาคารพาณิชย์ ปรากฏว่ามีกำไรสุทธิทั้งระบบรวมกว่า 5 หมื่นล้านบาท ในขณะที่การปล่อยสินเชื่อไม่ขยับตัวมากนั้น ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นว่ากำไรในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอก็มาจากส่วนต่างดอกเบี้ยนั่นเอง
เราเห็นว่าแต่ละฝ่ายต่างมีเหตุผลของตัวเองว่าจะลดดอกเบี้ยหรือไม่ แต่สัญญาณจากธปท.ที่แรงกว่าเรื่องเหตุผลเศรษฐกิจในขณะนี้คือธปท.กำลังสร้างแรงกดดันทางสังคม โดยการฟ้องร้องสังคมว่าเหตุใดกนง.ลดดอกเบี้ยไปแล้ว แต่ธนาคารพาณิชย์จึงไม่ลดตาม ในขณะที่ก็ยังสามารถรักษาระดับกำไรเอาไว้ได้ท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว ดังนั้นจึงต้องติดตามว่าธนาคารพาณิชย์จะทำอย่างไร หากเผชิญกับกระแสสังคมกดดันให้ลดดอกเบี้ย






