ภาพซ้ายคือเรือขนชาวโรฮิงญา ที่หลบหนีจากพม่ามาใกล้ฝั่งไทย เมื่อวันพฤหัสฯ หลายร้อยคน
ส่วนภาพขวาคือผู้ลี้ภัยจากแอฟริกาทางเหนือ ที่ใช้เรือหนีตายเพื่อขอลี้ภัยในยุโรป
ปัญหาของประเทศทั้งในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป มีความคล้ายกันตรงที่ว่าไม่มีประเทศไหน ต้องการจะรับภาระให้ที่พักพิง สำหรับคนหนีจากภัยในดินแดนของตนเอง
กลายเป็นปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ, เศรษฐกิจ, สังคมและประเด็นสิทธิมนุษยชนที่ยังไม่มีประเทศไหน มีทางออกที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
ต้นทางของคลื่น “มนุษย์เรือ” ในเอเซียรอบนี้คือพม่าที่ไม่ยอมรับชาวโรฮิงญาว่าเป็นคนของประเทศตน เพื่อนบ้านบังคลาเทศก็มีนโยบายคล้ายกันคือไม่ยอมให้ที่พักพิงถาวรกับคนเหล่านี้ แม้ว่าพม่าจะเรียกชาวโรฮิงญาซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรัฐยะไข่ว่าเป็น “บังกาลี” หรือชาวเบงกอลหรือบังคลาเทศก็ตาม
ต้นทางของผู้หนีภัยสงครามที่มุ่งมายุโรปคือซีเรีย ซึ่งเกิดสงครามก็เพราะประเทศตะวันตก ไปเปิดศึกเพื่อโค่นรัฐบาลที่นั่น ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมามีชาวซีเรียหนีออกนอกประเทศไม่น้อยกว่า 4 ล้านคน ส่วนใหญ่ขอไปประเทศอิตาลี และอีกกลุ่มหนึ่ง ประมาณ 100 คนต่อวันไปลงที่เกาะ Dodecanese ของกรีซ
ชาวลิเบียที่ประเทศตะวันตกเข้าไปเปิดศึกโค่นอดีตผู้นำกัดดาฟี ก็หนีออกนอกประเทศเป็นจำนวนมาก ต่างก็มุ่งไปหาที่พักพิงใหม่ในยุโรปเช่นกัน
ผู้หนีตายจากแอฟริกาและตะวันออกกลางส่วนใหญ่ ใช้เรือเข้ามาทางทะเลเมดิเตอเรเนียน ที่รอดตายก็อิดโรย ท้อแท้ ซึมเศร้า ที่โชคร้ายกว่านั้นก็เสียชีวิตทั้งเพราะขาดอาหาร, โรคภัยไข้เจ็บหรือเรือจมซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องราววิปโยค ของคนหนีภัยสงครามและการคุกคามทางการเมือง, เศรษฐกิจและสังคมทั้งสิ้น
สหประชาชาติได้เรียกร้องให้ประเทศตะวันตก ช่วยรับผู้อพยพซีเรียที่หนีตายมา แต่สหรัฐฯ, อังกฤษ, ออสเตรเลียและแคนาดาทำเฉย
สงครามในเยเมนที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย ก็กำลังจะทำให้เกิดคลื่นผู้อพยพลูกใหม่
สหภาพยุโรปมีข้อเสนอที่จะให้ประเทศสมาชิกรับผู้ลี้ภัยด้วยระบบ “โควตา” โดยจัดตามขนาดประเทศ, จีดีพีและความพร้อมด้านต่าง ๆ
พูดง่ายๆ คือประเทศไหนรวยกว่าก็รับภาระมากกว่าประเทศที่ยากจน เป็นนโยบายสิทธิมนุษยชนที่เป็นธรรมทั้งผู้รับและผู้มาขอพึ่งพิง
พูดง่ายๆ คือเมื่อเกิดวิกฤติเรื่องมนุษยธรรมเช่นนี้ ประเทศในยุโรปจะต้องร่วมกันรับภาระ เพราะไม่มีประเทศไหนพร้อมจะรับปัญหานี้อยู่เพียงประเทศเดียว
แน่นอนว่าจะต้องมีการถกแถลงกันอย่างร้อนแรง เพราะหลายประเทศอาจไม่ยอมรับผู้ลี้ภัยเลย ขณะที่ประเทศที่เป็น “จุดหมายปลายทาง” ของผู้หนีตายเช่นอิตาลีกับกรีซก็จะต้องโวยวายว่าทำไมพวกเขาจึงต้องอุ้มปัญหานี้แต่เพียงกลุ่มเดียว
ผมเรียกร้องให้ประเทศไทยจัดให้มีการประชุมระดับอาเซียนทั้ง 10 ประเทศเพื่อหาทางออกร่วมกัน เพราะประเด็นชาวโรฮิงญาไม่ใช่เรื่องเฉพาะของพม่า, ไทย, มาเลเซียหรืออินโดนีเซียเท่านั้น หากแต่ยังเป็นปัญหาความมั่นคง, สิทธิมนุษยชน, เศรษฐกิจและสังคมของทั้งภูมิภาค
ภาพที่เห็นขณะนี้คือทุกประเทศกำลังจะปัดความรับผิดชอบ โดยจะยอมให้น้ำให้อาหารแก่ชาวโรฮิงญาที่นั่งเรือมาใกล้ฝั่งของตน แต่จะไม่ยอมให้ขึ้นฝั่งเพราะกลัวว่าหากทำเช่นนั้น จะเป็นการดึงดูดให้ผู้อพยพระลอกใหม่แห่แหนกันมา
มาเลเซียและอินโดฯก็ดำเนินนโยบาย “ให้น้ำให้อาหาร” เช่นกัน ท้ายสุดก็จะมีข่าวโศกนาฏกรรมของชาวโรฮิงญาในน่านน้ำสากล ที่องค์กรระหว่างประเทศจะต้องยื่นมือเข้ามา ให้รัฐบาลในภูมิภาคนี้ช่วยกันหาทางออกร่วมกันอยู่ดี
ไทยเราจึงควรจะเสนอทางออกให้ทั้งภูมิภาค เริ่มด้วยอาเซียนและเสนอต่อไปยังประเทศร่ำรวย และมีอิทธิพลทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ, จีน, ญี่ปุ่น, สหภาพยุโรป
เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นแนวนโยบายหลักที่โลกตะวันตก ได้เคยพร่ำสอนชาวเอเซียมาตลอดเวลามิใช่หรือ?









