วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชาติเล็กชาติใหญ่ ก็ไปเอ็กซ์โป

งานใหญ่ระดับโลก นาน 5 ปีจึงมีสักครั้ง คราวนี้จัดที่มิลาน ประเทศอิตาลี เปิดงานเมื่อ 1 พ.ค. และมีให้ชมนานถึง 5 เดือน

คนไทยที่สนใจ ยังมีเวลาในการวางแผนการเดินทางไปชม ได้ครับ 

ผมไปชมงานนี้ หลังจากเริ่มได้เพียง 4 วัน ความรู้สึกแรกก็คือ งานนี้เล็กและเงียบเหงากว่าเมื่อ 5 ปีก่อนที่เซี่ยงไฮ้ เป็นอย่างมาก พื้นที่จัดงานอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมิลานมากนัก ขนาดของพื้นที่ ก็ไม่ใหญ่โตเท่าใด โอกาสเดินหลงทางมีน้อยมาก ผู้ชมสามารถเดินบนถนนเส้นตรงระยะทางประมาณ 1.2 กิโลเมตร ที่ตัดผ่านตรงกลางของงาน และพาวิลเลี่ยนของแต่ละประเทศ ก็อยู่สองข้างทางของถนนนี้เอง

ยังจำได้ว่างานเอ็กซ์โป ที่เซี่ยงไฮ้เมื่อ 5 ปีก่อน จีนจัดอย่างยิ่งใหญ่ พื้นที่กว้างขวาง ผู้ชมหลงทางกันมากมาย การยืนเข้าคิวเพื่อชมพาวิลเลี่ยนบางประเทศ เนิ่นนานเป็นชั่วโมง ที่เหลือเชื่อและยอมแพ้จริงๆก็คือพาวิลเลี่ยนของซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นที่เลื่องลือว่า โดยเฉลี่ยต้องรอคิวนาน 3-5 ชั่วโมง และช่วงหนักที่สุดนานกว่า 8 ชั่วโมง ครั้งนั้น ผมอยู่ในคิวได้เพียงชั่วโมงเศษๆ ก็ยอมแพ้โดยสิ้นเชิง แต่ที่มิลานครั้งนี้ ประเทศส่วนใหญ่ แทบไม่มีคิวเลย ที่พอเห็นอยู่บ้าง ก็ไม่ยาวนัก น่าจะรอคอยไม่เกิน 15 -20 นาทีเท่านั้น

อดีตเจ้าภาพอย่างจีน แม้จะใช้พื้นที่กว้างขวางสมกับความเป็นชาติยิ่งใหญ่ แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่ได้เตรียมนำเสนออะไรที่มหัศจรรย์มากนัก ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าได้ทุ่มเทความยิ่งใหญ่สุดๆไปแล้วเมื่อ 5 ปีก่อนแล้วก็เป็นได้

ช่วงแรกของการเดินชมงาน บนถนนจากทางทิศตะวันออก จะพบกับประเทศใหญ่ๆ อย่าง อิตาลี อังกฤษ ฝรั่งเศส ส่วนพาวิลเลี่ยนของประเทศไทยเรานั้น เดินลึกเข้าไปประมาณครึ่งทางเศษๆ ด้านหน้ามีเรือจำลองลำน้อย 3 ลำ แล่นวนเวียนไปมา เป็นเรือจำลองขายอาหาร ผลไม้ และเครื่องดื่ม ถัดไปเป็นท้องนาที่นำต้นข้าวจริงๆไปปลูก และมีกระบือเทียม เป็นองค์ประกอบ ทั้งหมดอยู่ภายนอกด้านหน้าของ “งอบ” ขนาดใหญ่อันโดดเด่น เมื่อเข้าชมงานด้านในจะมี 3 ห้อง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตไทย อาหารไทย และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามลำดับ

เมื่องานนี้ผู้ชมบางตากว่าที่คิด จึงได้เห็นวิธี “เรียกแขก” อยู่บ้าง บางประเทศมีนักร้องมาร้องเพลงส่งเสียงคึกคักด้านหน้า บ้างก็มีพนักงานออกมายืนริมถนน เพื่อเชิญชวนผู้คนที่เดินผ่านไปมา การที่งานไม่คึกคัก อาจจะเป็นเพราะเรานำไปเปรียบเทียบกับเอ็กซ์โปที่เซี่ยงไฮ้ หรือจะเป็นเพราะว่างานเพิ่งเริ่มได้เพียง 4 วันเท่านั้น หรือว่าวันที่ผมไปนั้นไม่ใช่วันหยุดสุดสัปดาห์ ก็ไม่ทราบเหมือนกัน คงต้องรอดูไปอีกสักระยะหนึ่งครับ

ชมงานวันเดียว จะดูทุกพาวิลเลี่ยน เป็นไปไม่ได้แน่นอน ต้องเลือกว่าจะดูอะไรบ้าง ใครที่จะไปควรศึกษาล่วงหน้า ส่วนผมก็แวะดูพาวิลเลี่ยนของชาติใหญ่อย่าง อิตาลี ฝรั่งเศส และจีน รวมทั้ง บราซิล ด้วย แล้วก็ข้ามไปดูชาติเล็กในเอเชียอย่างมาเลเซีย เวียดนาม แน่นอนว่าต่างคนต่างไปดู ตามใจชอบ และต่างคนก็คงประทับใจในพาวิลเลี่ยนแต่ละแห่ง ไม่เหมือนกัน ส่วนตัวผมนั้น ที่รู้สึกประทับใจหรือจดจำเป็นพิเศษ ก็คือชาติเล็กอย่างอิสราเอล และ เนปาล แต่ก็ไม่ได้แปลว่าที่อื่นจะไม่ดีนะครับ เพราะว่าไม่มีเวลาเพียงพอที่จะชมอย่างทั่วถึงจริงๆ
ใช่ครับ “เนปาล” ก็ไปเอ็กซ์โปด้วย ที่ผมต้องจดจำก็เพราะในสภาวะที่ประเทศนี้ ซึ่งปกติก็ยากจนอยู่แล้ว กลับต้องโดนวิบัติภัยอันใหญ่หลวง เขาจะมีอะไรมานำเสนอได้อย่างไร ผมคิดไว้ล่วงหน้าว่า ที่ต้องมีแน่ๆคือตู้รับบริจาค และผมก็ตั้งใจจะไปร่วมบริจาคที่นั่น

ได้บริจาคสมใจ เพราะมีตู้ตั้งไว้อย่างที่คิด ได้เห็นพาวิลเลี่ยน ซึ่งทราบว่าเขาสร้างไม่ทันเสร็จ แผ่นดินไหวรุนแรงก็เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่หลายคนต้องรีบเดินทางกลับบ้านเพราะญาติพี่น้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้น และงานก็ใกล้จะเปิด ในที่สุดอาสา สมัครของอิตาลี ประเทศเจ้าภาพ ก็ต้องเข้ามาช่วยสร้างต่อเพื่อให้เสร็จทันเวลา ผมไปเดินชม เห็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง นั่งใช้สิ่วและค้อน แกะสลักไม้ ไปอย่างช้าๆ เอื่อยๆ นอกนั้นก็แทบจะไม่มีอะไรแสดงมากนัก แต่ก็ไม่มีใครคาดหวังอะไรอยู่แล้ว คนที่ไปที่นั่น คงตั้งใจไปบริจาคแทบทั้งนั้น

ส่วนอิสราเอลนั้น ผมเข้าไปชมทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่เข้าไปเพราะเห็นพาวิลเลี่ยนภายนอก ทำเป็นผนังสูงใหญ่ เอียงชันประมาณ 70 องศา แล้วปลูกต้นข้าว ข้าวสาลี และ ข้าวโพด สลับกันไปเต็มพื้นที่ มีน้ำหยดหล่อเลี้ยงตลอดเวลา เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าประเทศที่มีแต่ทะเลทรายนั้น เขาสามารถผลิตอาหารได้อย่างอุดมสมบูรณ์ ในพื้นที่ที่จำกัด

เมื่อเข้าไปข้างในก็มีเรื่องราวที่ประทับใจต่อเนื่อง เพราะอิสราเอลไม่ได้เล่าเพียงว่าเขาสร้างความอุดมสมบูรณ์ได้อย่างไร เท่านั้น แต่ยังบอกว่า ประเทศเขา ที่มีประชาชนเพียง 8 ล้านคน ได้นำเทคโนโลยีในการผลิตอาหาร ไปช่วยชาวโลก อย่างเช่นชาวนาในประเทศจีน หรือ เกษตรกรในออสเตรเลียได้อย่างไรอีกด้วย และยังมีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ เพราะประเทศอิสราเอลได้ “ปลูกต้นไม้” ต่อเนื่องมา เป็นเวลา 70 ปีแล้ว

ชาติใหญ่ มีเงินทองและทรัพยากรมากมาย จะทำอะไร ก็ว่าไปเถิด แต่ชาติเล็กซึ่งทุกอย่างมีจำกัด และบางแห่งธรรมชาติแร้นแค้นมาก เช่นอิสราเอล บางแห่งธรรมชาติก็พิโรธรุนแรง เช่นเนปาล นั้น หัวใจของคนในชาติต้อง “สู้” เท่านั้น ชาติจึงจะก้าวไปข้างหน้าได้ ทำให้ผมคิดถึงชาติเล็กๆอย่างไทย ซึ่งทรัพยากรก็มีมากมาย และธรรมชาติก็ไม่โหดร้ายจนเกินไป แล้วหัวใจของพวกเรานั้น “ขาดอะไรหนอ”

เราจึงก้าวได้ช้าเต็มที