วันนี้เราจะทานอะไรกันดี... อะไรก็ได้
วันนี้จะทำอะไรกันดี... อะไรก็ได้
วันนี้อยากไปดูหนังเรื่องอะไรดี... อะไรก็ได้
ดิฉันเชื่อว่าทุกคนคงเคยใช้คำว่า “อะไรก็ได้” มาก่อน และดิฉันก็เชื่อว่าหลายคนก็อาจเบื่อที่จะได้รับคำตอบว่า “อะไรก็ได้” ในบางที อันที่จริงแล้วนั้น หลายคนที่ชอบตอบว่า “อะไรก็ได้” มักจะเข้าใจว่าคำตอบเช่นนี้เป็นคำตอบแนวแสดงถึงความเกรงใจ ที่จะทำให้ผู้ถามไม่ต้องเครียดในการตัดสินใจ แต่คุณเคยไหมคะที่เวลาได้รับคำตอบว่า “อะไรก็ได้” เสียเอง กลับทำให้ต้องมานั่งเครียดว่าตกลงเขาจะเอาอย่างไรกันแน่ คุณไม่ใช่คนแรกและคนเดียวที่ไม่ค่อยอยากได้คำตอบว่า “อะไรก็ได้” นี้หรอกนะคะ สำนักพิมพ์ Reuters ได้รายงานในเดือนธันวาคม 2556 ไว้ว่า จากผลการสำรวจคนอเมริกัน 1,173 คนพบว่า 38% รู้สึกว่า คำว่า “whatever” หรืออาจแปลเป็นภาษาไทยว่า “อะไรก็ได้” นั้นเป็นคำที่น่ารำคาญมากที่สุด ซึ่งสถิตินี้สูงขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ถึง 6%
ความเกรงใจเป็นสิ่งที่ดีและสวยงาม โดยส่วนตัวดิฉันไม่คิดว่าจะมีประเทศใดในโลกที่จะมีวัฒนธรรมความเกรงใจที่ดีเยี่ยงประเทศของเราเลย และในประเทศที่มีวัฒนธรรมความเกรงใจฝังรากลึกอย่างประเทศไทย จึงไม่แปลกที่พบว่าคนไทยชอบตอบคำถามที่ขอความคิดเห็นว่า “อะไรก็ได้” เพราะเข้าใจว่าเป็นการแสดงออกถึงความเกรงใจต่อผู้ถาม แต่ดิฉันไม่คิดว่าการตอบคำถามด้วยคำว่า “อะไรก็ได้” จะสื่อถึงความเกรงใจอย่างแท้จริง ในทางกลับกัน ดิฉันคิดว่าคำว่า “อะไรก็ได้” นี้กลับสื่อถึง การปัดความรับผิดชอบ เพราะจริงๆ แล้วผู้ตอบอาจอยากตอบว่า “อะไรก็ได้ (ที่ถูกใจฉัน)” แค่ลืมที่จะเปล่งเสียงท่อนหลังออกมา เราลองถามตัวเองนะคะว่า แล้วใครจะทราบเสมอไปว่าสิ่งที่ถูกใจคุณนั้นคืออะไร แต่คุณกลับโยนการตัดสินใจนั้นให้คนอื่นเดา ถ้าไม่ถูกใจคุณ คุณก็อาจมีเคืองบ้างไม่มากก็น้อย
นอกจากจะเป็นการปัดความรับผิดชอบแล้ว หลายครั้งการที่ตอบว่า “อะไรก็ได้” ยังบ่งบอกถึงการไม่ใส่ใจอีกด้วยนะคะ ลองนึกดูสิคะว่าถ้าเราให้ความสำคัญกับคนถามและคำถามจริงๆ เราจะไม่ตอบว่า “อะไรก็ได้” ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีคนถามเราว่าจะดูหนังเรื่องอะไรดี ถ้าเราใส่ใจอยากดูหนังกับผู้ถามจริง แทนที่เราจะตอบว่า “อะไรก็ได้” เพื่อที่จะแสดงว่าเราเป็นคนง่ายๆ เราอาจเพิ่มความใส่ใจโดยตอบว่า เรารู้ว่าเธอชอบหนังแนวประวัติศาสตร์ งั้นเราไปดู “นเรศวร” กันดีไหม เป็นต้นนะคะ จะเห็นได้ว่าคำตอบเช่นนี้ก็ยังคงแสดงถึงความเกรงใจว่าเราไม่ได้เอาความชอบของตนเองเป็นตัวตั้ง แต่เราใส่ใจพอที่จะพิจารณาความชอบของผู้ถามด้วย
นอกจากการปัดความรับผิดชอบและความไม่ใส่ใจแล้ว ดิฉันคิดว่า “อะไรก็ได้” เป็นคำที่บั่นทอนชีวิตอย่างรุนแรง เพราะเป็นคำที่ทำให้เกิดความเคยชินต่อการไม่ตัดสินใจด้วยตัวเอง สุดท้ายความเคยชินเช่นนี้จะทำให้เราไม่รู้สึกถึงการเป็นเจ้าของชีวิตของตัวเอง หลายคนอาจคิดว่าเรื่องแค่ตอบว่า อะไรก็ได้ในการเลือกอาหาร จะบ่งบอกถึงการไม่เป็นเจ้าของชีวิตเลยเชียวหรือ คุณเชื่อไหมคะว่า ในชีวิตเรานั้นล้วนเต็มไปด้วยการตัดสินใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มากกว่าเรื่องใหญ่ๆ ถ้าเราไม่ฝึกฝนตัวเองให้มีทักษะและตรรกะในการตัดสินใจด้วยตัวเอง ในการแสดงความคิดเห็นของเรา ในการกล้าที่จะคิดต่างจากคนอื่นในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แล้ว เมื่อเรื่องใหญ่ที่เราจะต้องตัดสินใจมาถึง เราก็จะไม่คุ้นชินกับกระบวนการคิดที่ทำไปสู่การตัดสินใจในชีวิตเลย
เรามาลองนึกดูนะคะว่า แค่จะเลือกอาหารเรายังไม่เข้าใจตัวเองเลยว่า เรานั้นต้องการทานอะไร แล้วเราก็ปล่อยให้คนอื่นเลือกให้ตลอดเวลา พอเวลาที่เราจะต้องตัดสินใจในเรื่องสำคัญของชีวิต จิตใต้สำนึกคุณก็อาจตอบอัตโนมัติว่า “อะไรก็ได้” สุดท้ายคุณก็จะได้แฟนแบบใครก็ได้ อาชีพแบบอะไรก็ได้ และชีวิตแบบอะไรก็ได้ จนหาตัวตนและทิศทางของชีวิตตัวเองไม่ได้นะคะ
ดิฉันขอนำเสนอให้เราลองหยุดคิดก่อนคำว่า “อะไรก็ได้” จะหลุดออกจากปากเราอย่างอัตโนมัติกันดูนะคะ ลองคิดว่า เรื่องนี้ “อะไรก็ได้” จริงหรือ? ถ้าจริงคุณก็สามารถตอบไป และห้ามเสียใจที่คุณไม่ได้เป็นคนเลือกเอง แต่ถ้าเรื่องนั้นไม่จริง คุณต้อง “กล้า” ที่จะแสดงความคิดเห็นออกมาว่าเราต้องการอะไรจริงๆ กันแน่ ลองคิดดูซิคะว่าถ้าเราเข้าใจตัวเองว่าเราอยากได้อะไร ชอบสิ่งไหน และเราสามารถสื่อออกไปได้อย่างมั่นใจ ชีวิตที่เดินไปข้างหน้า….เราจะมีความสุขขนาดไหนเมื่อเรารู้ว่าเราเป็นคนตัดสินใจกับทุกก้าวในชีวิตของเราเอง









