วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ร่างกาย ความรู้สึก และ สุขภาพ (1)

การขยายตัวของกิจกรรมการออกกำลังกายทวีมากขึ้นในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาทำให้ตลาดของเครื่องมือในการออกกำลังกายขยายออกอย่างกว้างขวาง(รวมจักรยาน)

ประโยคเด็ดของบรรดาคุณหมอทั้งหลายหลังจากตรวจโรคเสร็จ ก็คือ บอกให้คนไข้ออกกำลังให้มากขึ้น นักศึกษาแพทย์ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่าหลังจากเธอได้ฟังประโยคเด็ดเช่นนี้แล้ว เธอเกิดความงงงวย จึงถามอาจารย์หมอว่าโรคที่คนไข้เป็นนั้นมันเกี่ยวอะไรกับการออกกำลังกาย อาจารย์หมอท่านหัวเราะแล้วก็บอกว่าไม่เกี่ยวแต่ไม่เป็นไรหรอก การออกกำลังกายเป็นเรื่องดีที่ทุกคนควรทำ (ฮา)


กิจกรรมการออกกำลังกายไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากแต่เป็นกระบวนการทางสังคมที่สัมพันธ์กับอยู่หลายมิติและหลายด้านด้วยกัน ที่สำคัญได้แก่ การขยายตัวของความรู้ทางด้านเวชศาสตร์ป้องกัน (Preventive Medicine) และผลกระทบ การเปลี่ยนแปลงความหมายและความสำคัญของร่างกาย การเปลี่ยนแปลงความหมายของความรู้สึกต่อโลกภายนอกร่างกาย


ความรู้ด้านเวชศาสตร์ป้องกันเริ่มต้นในระบบการศึกษาแพทยศาสตร์ของสังคมไทยประมาณต้นทศวรรษ 2500 แต่ในช่วงแรกนั้นไม่ได้รับการสนับสนุนมากนัก สังคมการแพทย์ไทยยังเน้นอยู่ที่การรักษาโรคที่เป็นแล้วให้หาย จนกระทั่งราวทศวรรษ 2520 ได้เริ่มเกิดกระแสการสร้างความรู้เวชศาสตร์ป้องกันขึ้นมาในสองลักษณะ ได้แก่การเพิ่มความหมายความสำคัญแก่การเรียนรู้เวชศาสตร์ป้องกันในสถาบันการศึกษา และการส่งเสริมให้เกิดความรู้การแพทย์เชิงป้องกันแก่ชาวบ้านทั่วไป


ความหมายและความสำคัญของความรู้เวชศาสตร์ป้องกันเห็นได้ชัดจากการขยายตัวในสถาบันการศึกษา ตัวอย่าง ได้แก่ ที่ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี พ.ศ. 2501 มีแพทย์เพียงสองท่าน พยาบาลหนึ่งท่าน จนปลายทศวรรษ 2510 จึงได้ตึกทำงานใหม่ บุคลากรเพิ่มมากขึ้น และปรับเปลี่ยนจากหน่วยวิชาเวชศาสตร์ป้องกัน มาเป็นภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม (2512/2518) จากนั้นก็ได้เริ่มขยายตัวไปยังคณะแพทยศาสตร์ ทุกมหาวิทยาลัย และกำลังถูกถือว่าเป็นยุทธศาสตร์สาธารณสุขสำคัญในปัจจุบันนี้


ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มแพทย์ที่สนใจในปัญหาของสังคมนำโดย นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้สร้างนวัตกรรมทางสังคมที่สำคัญมาก ได้แก่ การสร้างวารสาร “หมอชาวบ้าน” ในปี พ.ศ. 2522 ซึ่งต่อมาเมื่อได้รับความสำเร็จก็ได้ตั้งมูลนิธิ “หมอชาวบ้าน” หลักการที่สำคัญที่สุดของการทำงานกลุ่มนี้ ได้แก่ การส่งเสริมให้คนทั่วไปมีศักยภาพในการดูแลตนเองและคนใกล้ชิดด้วยการเผยแพร่ความรู้ทางการแพทย์และสาธารณสุขทุกระดับ


การแพทย์เชิงป้องกันไว้ก่อนที่ขยายตัวอย่างลึกซึ้งในช่วงสามสิบ/สี่สิบปี (ปีนี้เป็นปีครบรอบ 36 ปี ของหมอชาวบ้าน) ในด้านหนึ่งถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงมาก เพราะสามารถคืน/สร้างการตัดสินใจในการจัดการดูแลตนเองให้แก่คนทั่วไปมากขึ้นกว่าเดิมมาก


ความรู้เวชศาสตร์ป้องกันมีพัฒนาการที่สำคัญ จากในช่วงแรกที่เผยแพร่ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ให้ผู้อ่านได้เพิ่มศักยภาพในการตัดสินใจโรคภัยไข้เจ็บหรือการเข้ารับการรักษาพยาบาลอย่างมีความรู้และความเข้าใจ ประมาณทศวรรษ 2530 ได้เริ่มเผยแพร่และสร้างความรู้ความเข้าใจชุดใหม่เกี่ยวกับสมุนไพรไทยและการบริโภคอาหารที่มีค่าในการสร้างสมดุลในร่างกาย


ความรู้ที่พัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องนี้ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของการผลิตหรือสร้างความคิดเกี่ยวกับการกินผักอะไรผลไม้อะไรช่วยดูแล/ป้องกันร่างกายไม่ให้เป็นโรคนั่นโรคนี่ ดังที่จะเห็นได้ถึงการประกาศคุณภาพในการป้องกันโรคในพืชผักอาหารสารพัดอย่างในช่วงปัจจุบัน


แม้ว่าความรู้เชิงป้องกันนี้มีความหมายและความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ขณะเดียวกัน ผลกระทบด้านที่ “หมอชาวบ้าน” หรือเวชศาสตร์ป้องกันไม่ได้คาดคิดก็เกิดขึ้นตามมา


ผลกระทบที่ไม่คาดคิดหรือคิดไม่ถึงได้แก่ การปลดปล่อยคนทั่วไปไม่ให้ต้องติดอยู่กับหมอและโรงพยาบาลด้วยการเพิ่มศักยภาพให้ปัจเจกชนแสวงหาทางดูแลตนเอง กลับทำให้เกิดการดูแลตนเองอย่างไร้ฐานการคิดและความเข้าใจที่แท้จริง


การขยายตัวของการดูแลตนเองอย่างไร้ฐานคิดและความเข้าใจเห็นได้ชัดเจนจากการบริโภคอาหารเสริมทางเคมีชีวะที่เพิ่มมากขึ้น เพราะท่ามกลางการทำงานที่เข้มข้นมากขึ้น คนจำนวนมากจึงหันเข้าหาการป้องกันอย่างมักง่ายด้วยการใช้/ซื้ออาหารเสริมหรือสร้าง “อาหารเสริมวิเศษ” ด้วยตนเอง เช่น ไข่แช่น้ำส้ม พร้อมกันนั้น การป้องกันตนเองก็ขยับขยายออกไปสู่การสร้าง “นิยาย” เกี่ยวกับการบริโภคพืชผักผลไม้นานาชนิดออกไปอย่างกว้างขวาง (จนน่าจะครอบคลุมทุกพันธุ์พืชในสังคมไทยแล้ว อาจจะยังเหลือเปลือกไม้ฉำฉากระมัง ...ฮา)


ต้องบอกก่อนนะครับว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดนี้ไม่ใช่ความผิดของกลุ่มแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน หากแต่เป็นเพราะคนในสังคมไทยเองต่างหากที่ได้เลือกการตัดสินใจเองในลักษณะที่ไม่มีฐานความรู้และความเข้าใจ คำถามที่ต้องตอบให้ได้ ก็คือ ทำไมคนจำนวนมากในสังคมไทยจึงเชื่อในเรื่องเหล่านี้


ความรู้เรื่องเวชศาสตร์ป้องกันดำรงอยู่ในสังคมที่คนจำนวนมากรู้สึกว่าตนเองอยู่ในภาวะ “ความเสี่ยงสูง” ต่อโรคภัยไข้เจ็บ สภาวะ “ความเสี่ยงสูง” เกิดขึ้นในส่วนของอารมณ์ความรู้สึกโดยแท้ เพราะชีวิตประจำวันที่ดำเนินไปโดยปรกติก็บริโภคหรือเผชิญกับสิ่งที่ไม่รู้ถึงพิษสงหรือไม่รู้ว่าพิษสงจะส่งผลต่อชีวิตตนเองเมื่อใด ผู้ที่เข้าไปตรวจหาโรคมะเร็งที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติร้อยละเก้าสิบไม่ได้เป็นมะเร็ง หากแต่เข้าไปตรวจเพราะว่ารู้สึกกลัวว่าจะเป็นเพราะความรู้สึกถึงสภาวะ “ความเสี่ยงสูง” นี่เอง


สภาวะทางอารมณ์ความรู้สึกถึง “ความเสี่ยง” ที่ตนเองจะมีโอกาสเป็นโน่นเป็นนี่ จึงทำให้แม้ปรึกษาแพทย์มาแล้วก็ไม่พบว่าตนเองจะเป็นโรคอะไร แต่ก็จะกังวลตลอดเวลา ดังนั้น หากเพื่อนบอกหรืออ่านพบในอินเทอร์เน็ตว่ากินพืชผักอะไรจะป้องกันโรคหรืออาหารเสริมอะไรจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น คนกลุ่มนี้ก็จะเชื่อ (หรือแม้ไม่เชื่อทั้งหมดแต่ก็ “อย่าลบหลู่”) และร่วมสร้างกระแสการบริโภคพืชผัก/อาหารเสริมชนิดนั้นทันที


ผลต่อเนื่องจากการขยายตัวของการป้องกันตนเองอย่างไร้ฐานคิดเช่นนี้ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของเวชศาสตร์ป้องกันให้กลับมาสู่การออกกำลังมากขึ้น ประกอบกับในช่วงสิบปีหลังนี้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านระบอบอารมณ์ความรู้สึกนึกของสังคมในอีกมิติหนึ่ง


ขออนุญาตต่อคราวหน้านะครับ