ใกล้จะครบวาระ 1 ปี แห่งการรัฐประหาร เกิดมีกระแสข่าวลือเรื่้องปฏิวัติซ้ำระบาดผ่านสื่อโซเชียล
- คนขวัญอ่อนพลอยขวัญหนีดีฝ่อ ชมรมคนอกหักก็แอบฝันเล็กๆ
หลายกลุ่มก้อนการเมืองมีความเชื่อว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะต่ออายุตัวเองให้อยู่ในอำนาจต่อไป
ตรงกันข้ามกับ “อดีตแกนนำ” คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่เรียงหน้าออกมาวิเคราะห์ว่า คสช.จะเดินหน้าไปตามโรดแมพสู่ประชาธิปไตย
หรือพูดง่ายๆว่า “ไม่มียื้อ” เพราะชายชาติทหารไม่มีตระบัดสัตย์ แม้จะมี “ขุนศึก” บางคนอยาก “ยื้อ” แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เล่นด้วยแน่นอน
วันก่อน ถาวร เสนเนียม ให้สัมภาษณ์รายการฟ้าวันใหม่นิวส์ ทางช่องฟ้าวันใหม่ ฟันธง “นับถอยหลังเลือกตั้ง สู่รัฐบาลแห่งชาติ”
นักการเมืองผู้เจนสนามแห่งสงขลา อ่านขาดว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ออกแบบ “รัฐบาลผสม” ไว้เรียบร้อยแล้ว โดยหลังการเลือกตั้งทั่วไป จะไม่มีพรรคไหนได้เสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
โฉมหน้ารัฐบาลผสม จะละม้ายคล้าย “รัฐบาลหม่อมคึกฤทธิ์” เมื่อปี 2518 โดยจะมีพรรคขนาด “ใหญ่ กลาง เล็ก” และกลุ่มการเมือง รวมหัวคิดสูตรจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ และมีนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้จากพรรคใหญ่
ถัดมา “ลูกหมี” ชุมพล จุลใส ผู้มากบารมีแห่งชุมพร ให้สัมภาษณ์ถึงอนาคต กปปส.ว่า หากรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว กลุ่ม กปปส. จะยกขบวนเข้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเป็นผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคทั้งหมด โดยไม่มีการลงสมัครในนาม กปปส.
“ลูกหมี” ยังพูดแทน “หลวงลุงกำนัน” พระสุเทพ ปภากโร ว่ายังไม่มีกำหนดลาสิกขา และจะไม่ลงสมัคร ส.ส.หรือลงเลือกตั้งอีกแล้ว และไม่ฝันจะเป็นนายกรัฐมนตรี โดยพระสุเทพ จะทำงานในมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ
สำหรับ พระสุเทพ ปภากโร ยังปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดสวนโมกข์ และออกเดินสายพบปะญาติโยมใน 14 จังหวัดภาคใต้
เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว “หลวงลุงกำนัน” ได้เทศน์นอกธรรมาสน์ว่าด้วยเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดยย้ำถึงประเด็น “พรรคการเมืองของประชาชน”
พระสุเทพฝันถึงประชาชนที่มีอุดมการณ์ มีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างเดียวกัน สามารถรวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมืองได้ ประชาชนกลุ่มนั้นจะต้องมีจำนวน ไม่น้อยกว่า 2 - 3% ของจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั้งประเทศเช่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในประเทศไทยมี 4 ล้านคน อย่างน้อย 3 % ก็ต้องมี1.2 ล้านคน รวมตัวกันเป็นเจ้าของพรรค
โมเดลพรรคของประชาชนนั้น ต้องสร้างกติกาว่า หนึ่ง-ผู้บริจาคเงินให้พรรค ไม่มีสิทธิ์เข้ามามีส่วนในการบริหารพรรค ใครทำผิดไปจากนี้ มีการให้เงินใต้โต๊ะ พรรคการเมืองนั้นจะต้องถูกยุบพรรคทันที
สอง- เวลาที่มีการเลือกตั้ง เจ้าของพรรคแต่ละพื้นที่ก็ต้องประชุมกัน เลือกว่าจะเอาใครเป็นตัวแทนของพรรคลงแข่งขันในนามของพรรค เหมือนระบบไพรมารี่โหวตของอเมริกา
ที่สำคัญ ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยสิทธิพลเมืองในการจัดตั้งพรรคการเมือง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าในรัฐธรรมนูญยังไม่ได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้
ตรงกันข้าม ร่างรัฐธรรมนูญกลับระบุคำว่า “พรรคการเมือง” และ “กลุ่มการเมือง” นั้นเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะถ้าปล่อยให้คน 5 คน 8 คน รวมตัวกันเป็นกลุ่มการเมืองได้ ก็จะทำให้การเมืองไม่แข็งแรง เกิดความเละเทะทางการเมืองเป็นผลร้ายต่อสังคมไทย
นอกจากนี้ การเลือกตั้งต้องบริสุทธิ์ การซื้อสิทธิขายเสียงเป็นการทำลายหลักการของประชาธิปไตย ถือว่ามีความผิด คนที่ทำลายหลักการประชาธิปไตย คนซื้อ และคนขายสิทธิจะต้องมีความผิด
พระสุเทพไม่ได้พูดถึงอนาคตของตัวเอง บนถนนสายเลือกตั้ง รวมถึงแกนนำคนอื่นๆ
ยกเว้น “ลูกหมี” พี่ชาย “ลูกช้าง” แห่งเมืองชุมพร ที่เปิดหน้ามาบอกว่า แกนนำ กปปส.จะกลับเข้า ปชป.เหมือนเดิม ไม่ได้แอบซุ่มไปทำพรรคการเมืองกับนายทหารคนไหน
“เราเล่นการเมืองหน้าเดียว ไม่ใช่พรรคอะไหล่ และไม่มีนอมินี” นี่คือคำมั่นจากลูกหมี คนสนิทหลวงลุงกำนัน









