วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สงครามราคา แข่งได้นานแค่ไหน

สัญญาณเศรษฐกิจในไตรมาสแรกที่ผ่านมา สะท้อนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ที่ยังเป็นไปอย่างเชื่องช้า

 ไม่สามารถเชิดหัวขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง ขณะที่หนี้เสียหรือเอ็นพีแอลในระบบธนาคารพาณิชย์ปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 7% จากสิ้นปีก่อน หลังจากฟันเฟืองในระบบเศรษฐกิจไม่สามารถหมุนเวียนลื่นไหล ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สายป่านสั้นขาดสภาพคล่อง โดยเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกมาจากลูกค้ารายย่อยและเอสเอ็มอีขนาดเล็กเป็นหลัก และเมื่อมองแนวโน้มระยะถัดไปแล้ว กลุ่มลูกค้าที่แบงก์เป็นกังวลและต้องจับตาคือกลุ่มส่งออก

ด้วยภาคการส่งออกที่มีบทบาทกับเศรษฐกิจไทยกว่า 70% ของจีดีพี ในภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกก็กดดันภาคส่งออกอยู่แล้ว ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงประกอบกับสงครามค่าเงินที่เกิดขึ้นในภูมิภาค ทำให้ค่าเงินของเพื่อนบ้านอ่อนค่าลงไปในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ค่าเงินบาทยังถือว่าแข็งค่ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน กลายความเสียเปรียบทางด้านราคากลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมการเติบโตของภาคส่งออกของไทย ซึ่งแน่นอนว่ากระทบมาถึงเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อมองไปในอนาคตแล้วแรงกดดันต่อภาคการส่งออกยังมีอยู่ จึงเป็นเหตุผลที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตร(อาร์พี)ลงอีก 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1.50% เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมาต่อเนื่องจากการประชุมครั้งก่อน การลดดอกเบี้ยครั้งนี้จึงถือเป็นการเอาใจภาคการส่งออกเป็นหลัก

การตัดสินใจของกนง.ครั้งนี้สวนทางกับที่ตลาดเงินได้คาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก และเกิดเป็นความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ส่งผลให้เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว วันที่ 29 เม.ย. 2558 ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 32.84 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงกว่า 20 สตางค์จากวันที่ 28 เม.ย. 2558 ที่ปิดตลาดที่ระดับ 32.63 บาทต่อดอลลาร์ และล่าสุดวานนี้ 11 พ.ค. 2558 เงินบาทอ่อนค่าลงมาถึงระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับการอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 5 ปีเศษ นับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2552

ที่ผ่านมาผู้ประกอบการพยายามเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้นโยบายการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการมาแทบทุกยุคทุกสมัย แต่ครั้งนี้ถือว่าธปท.พูดชัดเจนที่สุดว่าเป็นการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยผู้ส่งออก แต่ถึงกระนั้นก็ตามยังมีเสียงตอบรับจากภาคเอกชนอยู่ว่าค่าเงินบาทยังอ่อนค่าน้อยกว่าคู่แข่งและเห็นว่าธปท.อาจต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกในช่วงที่เหลือของปี หากเศรษฐกิจไม่ฟื้น

จริงอยู่ว่ากลยุทธ์ด้านราคาเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำหรับการแข่งขันในโลกธุรกิจ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงอาจจะช่วยให้ราคาสินค้าไทยในตลาดโลกแข่งขันได้มากขึ้น แต่อย่าลืมว่าโลกธุรกิจ การแข่งขันด้านราคาควรเป็นมาตรการสุดท้ายที่เราจะนำมาใช้ เพราะหากทั้งโลกแข่งกันด้วยราคาไปเรื่อย ๆ แล้วในที่สุดก็จะกัดกินเนื้อตัวเองเข้าไปเรื่อย ๆ เผลอๆ จะสูญเสียศักยภาพในการแข่งขันที่แท้จริงของตัวเองไป นั่นคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์และคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดที่จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นเมื่อภาครัฐเปิดช่องให้พอหายใจได้ เมื่อฟื้นแล้วต้องรีบกลับมาสู่พื้นฐานการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพให้รวดเร็วที่สุด