นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชาบอกว่าอย่า “ซีเรียส” เรื่องรัฐธรรมนูญ
เพราะ “กินได้หรือเปล่าไม่รู้ ทำได้ก็ทำไป กำลังแก้ปัญหาที่อยู่หลับนอนให้คนอยู่”
อีกวันหนึ่ง ท่านบอกว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็ร่างใหม่
ถามว่าจะมีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ท่านบอกว่าอยู่ที่การตัดสินใจร่วมกันของแม่น้ำ 5 สาย และเสริมว่างบ 3,000 ล้านบาทที่ต้องใช้เพื่อการนี้ “เอาไปทำอย่างอื่นดีกว่า”
ฟังและอ่านความเห็นของนายกฯแล้วทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าในฐานะพลเมืองคนหนึ่งคงจะต้องเริ่ม “ซีเรียส” กับเรื่องร่างรัฐธรรมนูญเพราะถ้าผู้นำบอกว่า “อย่าซีเรียส” ผมก็สงสัยจะมีเรื่องที่ต้อง “ซีเรียส” อย่างจริงจังกันทีเดียว
ที่ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้ “ซีเรียส” กับร่างรัฐธรรมนูญเพราะผมเชื่อของผมว่าตัวหนังสือที่เขียนเป็นกติกาของบ้านเมืองนั้นไม่สามารถทำให้คุณภาพการเมืองไทยดีขึ้น เพราะพิสูจน์กันมาหลายสิบปีแล้ว รัฐธรรมนูญที่ว่าดีที่สุด เป็นประชาธิปไตยที่สุด ก็ยังถูกคนมีอำนาจนำไปใช้ตามที่ตนเองจะบิดเบือนให้ตัวเองได้ประโยชน์สูงสุด
ฉบับที่ผ่านประชามติกับที่ไม่ผ่านประชามติ ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกัน ในด้านความศักดิ์สิทธิ์ของเนื้อหา เพราะคนใช้คือนักการเมืองที่มุ่งจะใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตน, มิใช่เพื่อสาธารณประโยชน์อย่างที่ตัวหนังสือระบุไว้
ดังนั้นคำว่า “รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด” จึงไม่มี
ร่างปัจจุบันที่กำลังถกแถลงกันอยู่ ถูกมองว่าเขียนอยู่บนพื้นฐานของความไม่เชื่อนักการเมืองว่าจะทำหน้าที่โดยสุจริต มุ่งแต่จะหาช่องว่างช่องโหว่ในรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับตนเองและท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเขียนกั้นคอกไว้หนาแน่นเพียงใดก็ถูก “ศรีธนญชัย” ตีความผิดเพี้ยนไปตามความต้องการของผู้มีอำนาจอยู่ดี
แต่ท่านผู้ร่างบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเขียนเพื่อให้ “พลเมืองเป็นใหญ่” จึงทำให้ผมต้อง “ซีเรียส” กับเรื่องนี้ขึ้นมาโดยพลัน เพราะต้องเริ่มตั้งคำถามว่าถ้าอย่างนั้นแปลว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ นี้ไม่ได้ทำให้พลเมืองเป็นใหญ่หรืออย่างไร
เมื่อพลเมืองเป็นใหญ่ก็ต้องถามประชาชนว่าจะเอาหรือไม่เอากับร่างนี้ใช่ไหม?
ถ้าจะถามประชาชนก็มีหลายวิธี ตั้งแต่ตั้งวงสนทนาถามความเห็นไปทั่วประเทศซึ่งก็เห็นทำกันมาระยะหนึ่ง แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการสรุปความเห็นในประเด็นสำคัญ ๆ ออกมาว่า “พลเมือง” ที่ท่านไปถามมานั้นมีความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับประเด็นอะไรบ้าง
อีกวิธีหนึ่งที่จะยืนยันว่าพลเมืองเป็นใหญ่ก็คือการทำประชามติหรือ referendum ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่ทำเกี่ยวกับประเด็นที่ให้ประชาชนเลือกว่าจะเอาหรือไม่เอากับเรื่องอะไร เช่นนายกฯ อังกฤษที่สัญญากับประชาชนในช่วงหาเสียง ว่าถ้าได้รับเลือกจะทำประชามติว่าจะให้อยู่ หรือออกจากสหภาพยุโรป
เป็นประเด็นที่ตอบ Yes หรือ No ได้
แต่หากเป็นเรื่องราวที่สลับซับซ้อน มีประเด็นที่มีความเห็นต่างกันด้วยเหตุและผลอย่างร่างรัฐธรรมนูญ ผมยังมองไม่ออกว่าจะทำประชามติให้มีความชัดเจนอย่างไร
จะถามว่าจะเอาร่างนี้หรือไม่? แล้วให้กา “รับ” หรือ “ไม่รับ” แค่นั้นหรือ? เพราะถ้าให้กาเช่นนั้น พลเมืองที่เป็นใหญ่ในแผ่นดินก็จะย้อนถาม (อย่างน้อยก็ในใจ) ว่า “จะให้รับหรือไม่ให้รับประเด็นไหน?”
แต่หากจะถามความเห็นพลเมืองกันจริง ๆ เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่ประชาชนเป็นใหญ่อย่างไม่มีข้อสงสัย ก็อาจจะต้องเป็นประชามติแบบ “สำรวจความเห็น” ที่เรียกว่า opinion survey กันเป็นเรื่องเป็นราว
นั่นคือไม่ใช่ถามคำถามเดียวให้ตอบว่าจะ “รับ” หรือ “ไม่รับ” แต่ลงรายละเอียดตั้งคำถามชุดใหญ่เข้าลักษณะเป็น Questionnaire เต็มหน้า ให้ประชาชนกาเป็นข้อ ๆ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มาของ ส.ว. หรือนายกฯคนนอกหรือระบบเยอรมันหรือฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหัวข้อที่กรรมการร่างฯกับสมาชิก สปช. กำลังถกแถลงกันอย่างแรงกล้าอยู่ขณะนี้
มันจะยุ่งยากสลับซับซ้อนไปไหม? มีประเทศไหนในโลกทำอย่างนี้มาก่อนหรือไม่? ผู้รู้และกูรูทั้งหลายไปตรวจสอบได้
ผมเพียงแค่คิดในฐานะต้อง “ซีเรียส” กับการร่างรัฐธรรมนูญที่บอกว่า “พลเมืองเป็นใหญ่” เท่านั้น






