วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อนุรักษ์นิยม-ชาตินิยมสก็อต ขนะถล่มทลายเลือกตั้งอังกฤษ

นางนิโคลา สเตอร์เจียน ผู้นำพรรคชาตินิยมสก็อต หรือ SNP และสมาชิกพรรคออกมาเฉลิมฉลองชัยชนะ

ในการเลือกตั้งทั่วไปด้วยความดีใจ ที่ชาวสก็อตพากันเทคะแนนเสียงอย่างถล่มทลายให้กับพรรค SNP ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม เมื่อผลเอ็กซิต โพลล์คาดว่าพรรค SNP จะได้ที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึง 58 ที่นั่งจากทั้งหมด 59 ที่นั่ง โดยผลการนับคะแนนที่ออกมา พรรค SNP ได้ 56 ที่นั่งจากชาวสก็อตที่มาใช้สิทธิถึง 1.45 ล้านคน ขณะที่ในการเลือกตั้งเมื่อ 5 ปีก่อนได้ ส.ส.เพียง 6 ที่นั่ง และมีชาวสก็อตไปใช้สิทธิเพียง 4.9 แสนคน ทั้งนี้ชาวสก็อตมีส่วนทำให้พรรคแรงงานพ่ายแพ้ ต่อพรรคอนุรักษ์นิยมในพื้นที่ทางเหนือนี้ เพราะที่นั่งที่พรรค SNP ได้มาเพิ่มขึ้น 50 ที่นั่งนั้น เป็นการได้มาจากพรรคแรงงานที่เสียไป 40 ที่นั่ง และดึงเสียงของพรรคเสรีประชาธิปไตยอีก 10 ที่นั่ง ซึ่งการเลือกตั้งในเขตทางเหนือนี้พรรคแรงงาน พรรคเสรีประชาธิปไตย และพรรคอนุรักษ์นิยมได้มาเพียงพรรคละ 1 ที่นั่งเท่านั้น

ผลการนับคะแนนเลือกตั้งอังกฤษคืบหน้าไปเกือบทั้งหมด พบว่าพรรคอนุรักษ์นิยมของนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน สามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง โดยคาดว่าจะกวาดที่นั่งส.ส.ได้เป็นพรรคเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ถึง 326 ที่นั่ง หรือเป็นสัดส่วนราว 36.9% โดยมีชาวอังกฤษใช้สิทธิเลือกพรรคอนุรักษ์นิยมคราวนี้ 11.16 ล้านคน ขณะที่พรรคแรงงานได้เพียง 230 ที่นั่งคิดเป็นสัดส่วน 30.5% มีผู้มาใช้สิทธิเลือก 9.24 ล้านคน ซึ่งผลคะแนนที่ได้มากกว่าเอ็กซิต โพลล์ ที่ออกมาว่า พรรคอนุรักษ์นิยมะได้รับเลือกตั้งสมัยที่สองโดยจะได้ที่นั่งส.ส. 316 ที่นั่งจากทั้งหมด 650 ที่นั่ง เพิ่มขึ้น 9 ที่นั่งจากปัจจุบัน ส่วนพรรคแรงงานคาดได้ 239 ที่นั่งจะสูญเสียไปถึง 19 ที่นั่ง เปรียบเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อน ที่มีชาวอังกฤษใช้สิทธิเลือกพรรคอนรักษ์นิยม 10.7 ล้านคน โดยไดส.ส.มา 307 ที่นั่ง ส่วนพรรคแรงงานในครั้งนั้น ได้มาถึง 258 ที่นั่งจากผู้มาใช้สทธิ 8.6 ล้านคน

สำหรับภาพรวมการเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษในปี 2015 นี้ มีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 46.4 ล้านคน หรือเท่ากับ 66% จากจำนวนผู้มีสิทธิ 50 ล้านคน เรียกได้ว่า ชาวอังกฤษได้ออกเลือกตั้งตัดสินอนาคตโดยเลือกพรรคอนุรักษ์นิยมบริหารต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองคือแารแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป หรืออียู ที่นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐบมนตรี เคยให้สัญญาไว่ก่อนการเลือกตั้ง ยีนยันที่จะดำเนินการให้มีประชามติในปี 2017 ว่า จะให้อังกฤษอยู่ร่วมหรือแยกตัวออกจากอียู ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายการบริหารประเทศอย่างมากในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ เพราะถึงแม้ว่าอังกฤษจะแยกออกจากอียูเพื่อหวังดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นอิสระ แต่ศักยภาพทางเศรษฐกิจของอังกฤษกลับไม่แข็งแกร่งเหมือนเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลปรโยชน์ทางการค้าและการลงทุนที่แงกฤษอาจจะต้องสูญเสียจากการแยกตัวออกไปนั้น คาดว่าจะมีมูลค่าปีละ 50,000-74,000 ล้านปอนด์ หรือคิดเป็นจีดีพีราว 1.1-3.1%

การแยกตัวของอังกฤษออกจากอียูอาจจะไม่เป็นผลดีเลย ท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีอัตราการเติบโต ที่ค่อนข้างต่ำ โดยที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟคาดว่า จีดีพีของอังกฤษจะเติบโตในอัตรา 2.3% ในปี 2015 และเติบโต 2.5% ในปี 2016 โดยเฉพาะในภาวะที่อังกฤษต้องการจะเร่งมาตรการลดฐานะขาดดุลงบประมาณจากระดับ 5% ให้เป็นการเกินดุลในปี 2019-2020 เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจอาจจะสะดุดได้ โดยเฉพาะตลาดเงินขานรับข่าวที่คาดว่านายเดวิด คาเมรอน จะชนะเลือกตั้ง ส่งผลให้เงินปอนด์แข็งค่าจากระดับ 1.5250 ดอลลาร์ เป็น 1.5520 ดอลลาร์ ก่อนที่อ่อนตัวลงมาที่ 1.5475 ดอลลาร์ที่ตลาดเอเชียเช้าวานนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตลาดยังเชื่อว่า ค่าเงินปอนด์จะปรับตัวลดลงในวันข้างหน้าที่ 1.47 ดอลลาร์ เนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังอ่อนแอ เนื่องจากยังมีปัญการขาดดุลงบประมาณที่ต้องเร่งแก้ไข และต้องดูแลปัญหาฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ส่งผลต่อระบบการเงินของอังกฤษในปัจจุบันอีกด้วย