วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ครึ่งหลังปี 2558...หุ้นกลุ่มไหน?...น่าจะมา

ครึ่งแรกของปี 2558 เศรษฐกิจของประเทศไทยเองคงยังไม่สามารถที่จะผงกหัวขึ้น หลีกหนีออกจากสภาวะเซื่องซึมออกไปได้

สังเกตได้ง่ายๆ จากสมการเศรษฐกิจที่ว่า


GDP = C+I+G+ (X-M)


โดย GDP คือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือขนาดเศรษฐกิจในประเทศนั่นเอง C คือการบริโภคภายในประเทศ I คือการลงทุน G คือการใช้จ่ายของรัฐบาล ขณะที่ X คือการส่งออก และ M คือการนำเข้า ตั้งแต่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 พระเอกด้านเศรษฐกิจตลอดกาลของประเทศไทยก็คือ ตัว X หรือการส่งออกนั่นเอง โดยในปัจจุบันก็ยังอยู่ในระดับสูงถึงประมาณ 60%


ทุกวันนี้ พระเอกของเราซึ่งคือการส่งออกยังเร่งไม่ขึ้น การลงทุน (I) ทั้งในและต่างประเทศคงจะไม่เกิดขึ้นมากนักในช่วงระยะเวลาใกล้ๆ นี้ แม้ว่าตัวเลขจาก BOI จะออกมาว่า มีผู้ขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม การบริโภคภายในประเทศ (C) ยังอยู่ในอาการอัมพฤกษ์โดยเฉพาะชนชั้นรากหญ้าของประเทศ อันเนื่องมาจากราคาผลิตผลการเกษตรตกต่ำทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้หุ้นกลุ่มค้าปลีกพลอยเซื่องซึมไปด้วย จึงมีเพียง G หรือการใช้จ่ายของภาครัฐ ที่จะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย


เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผมจึงอยากจะขอแสดงความคิดเห็นของผมเกี่ยวกับกลุ่มของหุ้นที่น่าจะได้เปรียบในครึ่งหลังปี 2558 ดังนี้ครับ


หนึ่ง กลุ่มก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้าง


กลุ่มก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้นำ (First Tier) เช่น ITD, CK, STEC, UNIQ เป็นต้น กลุ่มเหล่านี้จะได้รับงานจากภาครัฐอย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยตัวเลขของงานโครงการใหม่ๆ อาจรวมกันสูงถึง 500,000 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นงานขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฟส 2 งานโครงการรถไฟรางคู่ งานของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ประกอบด้วยรถไฟฟ้าสายสีชมพู สายสีส้ม เป็นต้น รายได้ในปีนี้และปีหน้าของหุ้นในกลุ่มนี้จึงมีโอกาสที่จะทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนงานที่ได้เซ็นสัญญาแล้วแต่ยังไม่ได้ทำ (Backlog) ก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเช่นเดียวกัน


ในขณะที่กลุ่มผู้ตาม (Second Tier) ของกลุ่มนี้ อันได้แก่ PYLON, SEAFC O เป็นต้น กลุ่มนี้ก็จะได้รับงานบางส่วนจากกลุ่มผู้นำด้วย ซึ่งก็จะมีงานตามมาอย่างล้นหลามเช่นเดียวกัน กลุ่มก่อสร้างในปีนี้และในอนาคตอีก 2-3 ปีข้างหน้าก็น่าจะยังโดดเด่นอยู่


สอง กลุ่มพลังงานทดแทน


ในปี 2557 นักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้น่าจะได้รับผลตอบแทนสูงกว่า 100% จนเป็นเรื่องธรรมดา จนทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า หุ้นกลุ่มนี้จะยังคงรักษาระดับราคาที่สูงขนาดนี้ต่อไปได้อีกนานเท่าไรกัน


ผมเองมองว่า ราคาของหุ้นในกลุ่มนี้จะยังคงสร้างสถิติใหม่ต่อไปอยู่ดี แม้ว่าระดับราคาจะมิได้ก้าวกระโดดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนในอดีต นอกจากนั้นยังจะมีการเปลี่ยนรูปแบบของพลังงานทดแทน จากเดิมที่มาจากพลังงานแสงอาทิตย์เกือบจะทั้งหมด จะเริ่มมีพลังงานประเภทอื่นเข้ามาบ้างแล้ว อาทิเช่น พลังงานลม พลังงานจากชีวมวล หรือพลังงานจากขยะ เป็นต้น โดยความสำคัญของธุรกิจประเภทนี้คงต้องให้น้ำหนักอย่างมากกับการได้รับใบอนุญาต และการหาซื้อที่ดินที่อยู่ใกล้เส้นทางของสายส่งไฟฟ้า


หุ้นในกลุ่มนี้ยังมีอีกธุรกิจหนึ่งก็คือ บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างระบบพลังงานทดแทน บริษัทเหล่านี้จะต้องมีความสามารถในการรักษาต้นทุนการก่อสร้างให้ต่ำที่สุด ส่วนการรับงานนั้นคงไม่ต้องเป็นห่วงเท่าใดนัก เพราะจะมีงานไหลมาจากผู้ได้รับใบอนุญาตจำนวนมหาศาล คุณผู้อ่านจึงควรศึกษาหุ้นที่ทำธุรกิจรับเหมาเหล่านี้ไว้บ้าง


สาม กลุ่มนาโนไฟแนนซ์


สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์มีการจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ประชาชนในระดับรากหญ้าสามารถกู้เพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ มีวงเงินรวมของสินเชื่อไม่เกิน 100,000 บาทต่อลูกหนี้แต่ละราย โดยมีอัตราดอกเบี้ยรวมค่าบริการหรือเบี้ยปรับ รวมแล้วไม่เกิน 36% ที่สำคัญที่สุดของสินเชื่อประเภทนี้ก็คือ ผู้กู้ไม่ต้องมีสลิปเงินเดือน และไม่มีการเช็คเครดิตบูโร เราจึงไม่ต้องแปลกใจว่า ถ้าสถาบันการเงินเหล่านี้ได้เริ่มเข้ามาทำสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์เพื่อปล่อยกู้ให้ชาวบ้านกันบ้างแล้วจะต้องมีผู้คนในระดับรากหญ้าเข้ามาสินเชื่อประเภทนี้กันอย่างมาก


ส่วนหุ้นที่อยู่ในกลุ่มนี้และเข้าข่ายที่จะให้สินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ ได้แก่ ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ หรือ SAWAD ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญสูงในการให้สินเชื่อในระดับท้องถิ่นอยู่แล้ว นอกจากนั้นยังมีสาขาให้บริการเป็นจำนวนมาก หุ้นอีกตัวที่น่าสนใจในกลุ่มนี้คือ TK ฐิติกรมีความเชี่ยวชาญในการปล่อยกู้ลูกค้าในระดับรากหญ้า โดยเฉพาะสินเชื่อรถจักรยานยนต์ที่ฐิติกรมีเชี่ยวชาญสูง นอกจากนั้นฐิติกรยังมีสาขาอีกไม่ต่ำกว่า 90 สาขา ครอบคลุมถึง 53 จังหวัด และมีฐานลูกค้ามากกว่า 3 ล้านราย


MTLS หรือเมืองไทยลีสซิ่งบริษัทแห่งนี้เติบโตมาจากธุรกิจจำนำทะเบียนรถยนต์และจักรยานยนต์ โดยบริษัทมีฐานลูกค้ามากกว่า 600,000 ราย และยังพบต่อไปอีกว่า ประมาณ 40% ของลูกค้าดังกล่าวทำอาชีพหาบเร่แผงลอย ลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมาใช้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์


ท้ายนี้ ผมหวังว่าคำแนะนำเกี่ยวกับหุ้นทั้ง 3 กลุ่มนี้จะพอเป็นประโยชน์แก่คุณผู้อ่านไม่มากก็น้อย และหากว่าคุณผู้อ่านประสบความสำเร็จขึ้นมาแล้ว อย่าลืม...ทำบุญ...ทำทานบ้างนะครับ เพื่อที่ผลบุญที่ทำไปจะดลบันดาลหุ้นไทยดีวันดีคืนครับ โชคดีนะครับ