ในช่วงขวบปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกามีเหตุการณ์อันเนื่องมาจากเรื่องการเสียชีวิตของคนผิวดำด้วยการกระทำของตำรวจผิวขาวหลายครั้ง
เหตุการณ์แบบนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นอีก ทั้งนี้เพราะปีที่แล้วกับปีนี้เป็นโอกาสครบรอบ 50 ปีของการตรากฎหมายสำคัญยิ่งสองฉบับของสหรัฐ กฎหมายทั้งสองนั้นมีความสำคัญต่อการปรับฐานของการอยู่ร่วมกันระหว่างชาวอเมริกันผิวขาวกับชาวอเมริกันผิวดำที่สืบเชื้อสายจากชาวแฟริกันซึ่งครั้งหนึ่งถูกจับไปขายในสหรัฐให้เป็นทาสของคนผิวขาว
คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า แม้สหรัฐจะประกาศเลิกทาสมาตั้งแต่ปี 2406 แต่การรังเกียจเหยียดหยามผิวยังมีอยู่ การรังเกียจเหยียดหยามเป็นทั้งในรูปของการแสดงออกนอกหน้าและการไม่แสดงออกมาให้เห็น ก่อนมีกฎหมายสองฉบับที่อ้างถึง ในรัฐทางใต้ซึ่งเคยใช้แรงงานทาสอย่างกว้างขวาง การรังเกียจเหยียดหยามแสดงออกมาตรงๆ โดยการแยกคนผิวขาวและคนผิวดำออกจากกันแบบเด็ดขาด คนผิวดำมักถูกจำกัดสิทธิ์และโอกาสรวมทั้งในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งด้วย เมื่อปี 2507 และ 2508 รัฐบาลกลางตรากฎหมายให้สิทธิ์ต่างๆ อย่างครบถ้วนแก่คนผิวดำ ผู้นำการรณรงค์คนสำคัญที่ผลักดันให้รัฐบาลตรากฎหมายให้สิทธิ์แก่คนผิวดำได้แก่ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ซึ่งถูกคนผิวขาวยิงตายหลังการตรากฎหมายผ่านไปได้สามปี
ในช่วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมา คนผิวดำมีโอกาสก้าวหน้าเพิ่มขึ้นมากในหลากหลายด้าน ประธานาธิบดีคนปัจจุบันเป็นคนผิวสีเนื่องจากมีแม่ผิวขาวและพ่อเป็นชาวแอฟริกัน ทั้งนายกเทศมนตรีและอธิบดีตำรวจของเมืองบัลติมอร์เป็นคนผิวดำ บัลติมอร์เป็นเมืองล่าสุดที่ชายผิวดำตายระหว่างอยู่ในการควบคุมของตำรวจผิวขาว การตายของเขานำไปสู่การจลาจลส่งผลให้รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นเวลาหลายวันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ชาวอเมริกันจำนวนมากมองว่า เหตุการณ์ที่เมืองบัลติมอร์และที่มีต้นตอมาจากการตายของคนผิวดำในมือตำรวจเกิดขึ้นในช่วงนี้เพราะการรังเกียจเหยียดหยามผิวยังมีอยู่ทั่วไปแม้จะไม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนดังเมื่อก่อนก็ตาม การรังเกียจเหยียดหยามนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ทางเศรษฐกิจและสังคม อาทิเช่น คนผิวดำมักมีโอกาสต่ำกว่าคนผิวขาวโดยทั่วไปส่งผลให้จำนวนมากยากจนและคนผิวดำมีความคับแค้นลึกๆ อยู่ในใจ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้คนผิวดำทำผิดกฎหมายในอัตราสูง
ในขณะเดียวกัน ตำรวจผิวขาวโดยทั่วไปมักมองคนผิวดำด้วยความสงสัยไว้ก่อน สังคมอเมริกันจึงตกอยู่ในสภาพไฟสุมขอนที่คุกรุ่นอยู่ตลอดเวลาซึ่งพร้อมที่จะปะทุออกมาเป็นจลาจลได้ทุกเมื่อ นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า เหตุการณ์ในแนวเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในบัลติมอร์มีโอกาสสูงที่จะขยายออกไปเป็นการเผาบ้านเผาเมืองอย่างกว้างขวางเฉกเช่นเมื่อครั้งที่เกิดขึ้นหลัง ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ถูกยิงตายเมื่อปี 2511 ในความเห็นของนักวิเคราะห์เหล่านั้น สังคมอเมริกันยังมิได้ถอนรากเหง้าของความรังเกียจเหยียดหยามจนทำให้มันหมดไปแบบไม่มีเชื้อหลงเหลืออยู่
หันมามองเมืองไทยในช่วงปีที่ผ่านมา การประท้วงที่นำไปสู่ความรุนแรงหมดไปหลังจากเกิดขึ้นหลายครั้งหลังปี 2548 เนื่องจากทหารยึดอำนาจเพื่อวางกติกาใหม่ให้สังคม อย่างไรก็ดี ในบางกรณีสังคมยังมีสภาพไฟสุมขอนหลงเหลืออยู่ หากติกาใหม่ไม่ขจัดปัจจัยพื้นฐานของปรากฏการณ์เลวร้ายต่าง ๆ ให้หมดไป สังคมไทยมีโอกาสกลับไปเผชิญกับความเลวร้ายสูงกว่าเก่า
เนื่องจากการวางกติกาใหม่ของรัฐสภาเคลื่อนไปเชื่องช้ากว่าเต่าคลาน การสั่งงานผ่าน คสช. จึงเกิดขึ้นในหลายกรณีในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการยึดคืนพื้นที่ป่าจากผู้บุกรุก การโยกย้ายข้าราชการและปรับเปลี่ยนงานในกระทรวงศึกษาธิการ การตั้งศูนย์บัญชาการแก้ปัญหาเรือประมงทำผิดกฎหมาย การเปลี่ยนคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่ง หรือการค้นหาต้นตอของกระบวนการค้ามนุษย์ที่นำไปสู่การเสียชีวิตของชาวโรฮิงญาจำนวนมาก หากสังเกตดีๆ จะพบว่า ปรากฏการณ์ที่นำไปสู่การสั่งงานเหล่านี้มีความฉ้อฉลของคนในแวดวงราชการเกี่ยวพันอยู่ด้วย
ปรากฏการณ์ในสหรัฐมีความรังเกียจเหยียดหยามผิวเป็นปัจจัยสำคัญ หากมองจากวันประกาศเลิกทาสมาถึงวันนี้ การรังเกียจเหยียดหยามได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เรื่องนี้มีข้อมูลยืนยันทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ตัวอย่างที่ดีได้แก่คนผิวสีได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรี เป็นสมาชิกรัฐสภา และเป็นประธานาธิบดี สำหรับทางด้านเมืองไทย ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ขึ้นได้แก่ความฉ้อฉลของคนในแวดวงราชการ จริงอยู่เรื่องนี้ยังไม่มีตัวชี้วัดแบบแจ้งชัดว่าข้าราชการฉ้อฉลมากขึ้นหรือน้อยลงตั้งแต่เมืองไทยเริ่มใช้การปกครองแนวใหม่ในปี 2475 แต่ดัชนีที่องค์กรความโปร่งใสสากลเริ่มใช้เมื่อปี 2538 ชี้ชัดว่า ความฉ้อฉลของคนไทยอยู่ในระดับสูงมากมาตลอด
แม้การรังเกียจเหยียดหยามผิวจะเลวร้าย แต่สังคมอเมริกันจะไม่ล่มจมเพราะการรังเกียจเหยียดหยามผิวที่ยังมีเหลืออยู่ ในกรณีของเมืองไทย หากลดความฉ้อฉลของคนในวงราชการลงไม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ ประเทศชาติมีโอกาสล่มจมสูง ฉะนั้น หากคนไทยที่ออกมาแสดงความสมน้ำหน้ากับเหตุการณ์ในบ้านเมืองของเขาเปลี่ยนใจออกมาเคลื่อนไหวในบ้านเมืองของเราเพื่อลดความฉ้อฉลของคนในแวดวงราชการน่าจะมีผลดีมากกว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวสำคัญมากเพราะหากคนไทยยังพากันดูดาย ความฉ้อฉลจะทำให้สังคมไทยล่มจมแน่นอน









