ข่าวร้ายเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก จะยังอยู่กับเราตลอดทั้งปีนี้ ดังนั้นวิธีการของรัฐบาลจะต้องเป็น “แนวรุก”
ไม่ใช่ “ตั้งรับ” และรัฐกับเอกชนจะต้องประสานเสียงกันอย่างแข็งแกร่ง จึงจะฟันฝ่าทั้งปัจจัยระยะสั้นและระยะยาวได้
นักวิเคราะห์เกือบทุกสำนักยอมรับว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปีนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ครึ่งปีแรกนี้การส่งออกจะฟื้นตัวต่ำกว่าที่คาด และเป็นไปได้ว่าการส่งออกไทยของครึ่งปีแรกอาจขยายตัวติดลบ ซึ่งก็นำไปสู่การคาดการณ์ว่าเมื่อบวกลบคูณหารทั้งปีแล้ว ตัวเลขส่งออกจะขยายตัวแบบติดลบเช่นกัน
สาเหตุที่การส่งออกปีนี้ซึมลงเพราะหลายปัจจัย เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญเช่นจีนก็หดตัวลง ไตรมาสแรกขยายตัวติดลบถึง 14.4% และอัตราโตของจีดีพีหรือผลผลิตมวลรวมของจีนทั้งปีจะอยู่ที 7% หรือต่ำกว่านั้น จากปีที่แล้วอยู่ที่ 7.2%
ทางการจีนคงจะพยายามไม่ให้อัตราโตจีดีพีลดลงต่ำกว่า 7% เพราะตัวเลข 6.9% กับ 7% นั้นแม้จะห่างกันไม่มาก แต่ผลทางด้านจิตวิทยาก็สำคัญมาก
จีนสำคัญต่อไทยตรงที่การส่งออกของไทยไปประเทศนั้นสูงถึง 11% ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจจีนหดตัวลง ไทยก็ต้องได้รับผลกระทบอย่างปฏิเสธไม่ได้
ยกเว้นเสียแต่ว่าเราจะมีแผนรองรับมาก่อนหน้านี้ ซึ่งก็ไม่มี เพราะการบริหารประเทศของเราขาดความต่อเนื่องและไม่มีแผนระยะยาว นักการเมืองมองแต่เพียงผลระยะสั้นที่ตนได้ประโยชน์ ไม่มีรัฐบาลไหนเอาจริงเอาจังกับการวางแผนระยะกลางและระยะยาว
ดังนั้น ที่เราเคยได้ยินว่าไทยจะต้องลดการพึ่งพาการส่งออก หันมาสร้างอำนาจซื้อในประเทศเพื่อความยั่งยืนและมั่นคงของประเทศก็ไม่เคยลงมือทำกันอย่างจริงจัง ดังนั้นเราจึงตกอยู่ในสภาพที่อ่อนไหว ทุกครั้งที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหาแม้แต่เพียงเล็กน้อย เราก็จะได้รับผลกระทบทันที
ทั้งจีนและสหรัฐปรับโครงสร้างเศรษฐกิจตัวเองด้วยการหันมาผลิตในประเทศมากขึ้น นั่นคือซื้อจากข้างนอกน้อยลง ขณะที่เรายังไม่สามารถจะทำอย่างนั้นได้ และจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานหากเรายังไม่สามารถมีระบบการเมืองที่มีความรู้ความสามารถและความเสียสละเพียงพอ ที่จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ปัจจัยภายนอกประเด็นอื่นมีตั้งแต่แผนการชำระหนี้ของยุโรป และความรุนแรงที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง และการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐกับรัสเซียในกรณียูเครน
นั่นเป็นเรื่องข้างนอกที่เราอาจจะไม่สามารถควบคุมได้มากนัก แต่เรื่องที่เราควรจะควบคุมได้แต่ปล่อยให้เละเทะมานานกำลังกลับมาหลอกหลอนเรา และกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างหนัก
เช่นปัญหาทำประมงผิดกฎหมายกับยุโรป, มาตรฐานความปลอดภัยการบินพลเรือนต่ำกับ ICAO, การค้ามนุษย์กับสหรัฐและยุโรป ซึ่งจะมีผลต่อการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศในไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดจากความไร้ประสิทธิภาพของระบบการเมือง และระบบข้าราชการของไทยเราเอง มิใช่ “ปัจจัยภายนอก” ที่เราจะโยนให้เป็นความรับผิดชอบของคนอื่นได้เลย
แต่ก่อนร่อนชะไรมา เราไม่เคยนึกว่าเรื่องต่าง ๆ ที่ข้างนอกเขาร้องเรียนหรือตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพฤติกรรม ที่ผิดไปจากมาตรฐานสากลจะมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย หรือบางทีเราอาจจะคิดว่าเรื่องประมงก็เกี่ยวเฉพาะวงการประมง หรือเรื่องมาตรฐานการบินก็เป็นเรื่องของสายการบินเท่านั้น แต่เอาเข้าจริง ๆ อย่างที่ประจักษ์ชัดแจ้งแล้วว่า ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ “ประสิทธิภาพ” และ “ความรับผิดชอบ” นั้นล้วนแล้วแต่มีผลมาถึงคนไทยทุกคนทุกวงการและทุกระดับทั้งสิ้น
บางท่านบอกว่าการท่องเที่ยวจะยังเป็นตัวหนุนเนื่องไม่ให้เศรษฐกิจเราเลวร้ายเกินไปนัก ก็ต้องวิเคราะห์ต่อไปว่าทุกข่าวร้ายที่พูดถึงนี้ จะมีผลต่อความรู้สึกของนักท่องเที่ยวที่จะมาไทยหรือไม่เพียงใด
หรือการตั้งความหวังว่า การลงทุนภาครัฐและการกระตุ้นให้เบิกจ่ายของส่วนราชการจะช่วยเสริมส่งภาพเศรษฐกิจได้บ้าง ก็ยังไม่เห็นผลชัดเจนเพราะท้ายสุดก็ยังวัดกันที่ “ประสิทธิภาพ” ของคนอยู่ดี
ท้ายสุดอัตราโตของจีดีพีปีนี้ของไทยจะอยู่ที่ 4% หรือปรับลงไปที่ 3.7% อย่างที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองก็ยังไม่สำคัญเท่ากับว่า ภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงประชาชนทุกหมู่เหล่าจะประสานมือกันเพื่อ “รุก” ทุก ๆ ด้านแทนที่จะ “ตั้งรับ” อย่างที่เราเห็นในหลาย ๆ ภาคส่วนหรือไม่
เพราะที่ผ่านมาเรา “ทำศึกกันเอง” มากกว่าจะ “รุกไปนอกบ้าน” ผลจึงออกมาอย่างที่เห็นกัน









