วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แบงก์ชาติลดดอกเบี้ยอีก 0.25% ตัดโอกาสผ่อนคลายในอนาคต

คาดการณ์เศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ล่าสุดที่ปรับลดลง

ในเดือนมีนาคม ส่งผลต่อแรงส่งทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าอาจต่ำกว่าคาดด้วย แต่ ธปท.ยังหวังว่าเศรษฐกิจไทย จะฟื้นตัวได้ดีตั้งแต่ไตรมาส2 และไตรมาส 3 ของปี2015 โดยได้แรงสนับสนุนมาจากการลงทุนของภาครัฐ โดยเฉพาะเมื่อหันไปดูมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.75% เป็น 1.5% ต่อปีให้มีผลทันที ส่วนอีก 2 เสียงเห็นควรให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้เท่าเดิม ที่ระบุในผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง,) เมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวในอัตราที่ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ถึงแม้การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐทำได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มดีต่อเนื่องช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการส่งออก และการบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแรงกว่าคาดมาก

โดยเฉพาะอนาคตของการส่งออก มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว และเงินบาทแข็งค่าในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งการส่งออกหดตัวอาจส่งผลต่อการลงทุนเอกชน รวมทั้งการบริโภคภาคครัวเรือนที่อ่อนแอลงตามกำลังซื้อและความเชื่อมั่นที่ลดลง ซึ่งสอดคล้องกับอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจที่มีน้อยกว่าคาด ขณะที่ต้นทุนโดยเฉพาะราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะติดลบต่อเนื่องเพิ่มสูงขึ้น ส่วนคณะกรรมการกนง.เสียงส่วนน้อยเห็นควรให้คงดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่านมามีส่วนช่วยให้ภาวะการเงินผ่อนคลายมาต่อเนื่อง อีกทั้งขีดความสามารถที่จะดำเนินนโยบายการเงินเพิ่มเติมมีข้อจำกัด ขณะที่แรงขับเคลื่อนด้านการคลังที่มากขึ้นจะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ส่วนหนึ่ง จึงเห็นควรให้รอประเมินผลต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพการเงิน ก่อนที่จะใช้นโยบายเพิ่มเติม

ดูเหมือนว่าเหตุผลในการลดดอกเบี้ยนโยบายของกนง.ยังมีความคลุมเครือ ว่าจะกระตุ้นทั้งเศรษฐกิจคือจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ได้อย่างไร แต่กลับคาดหวังว่าจะสามารถทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 รวมทั้งจะส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงถึงระดับที่จะเอื้อประโยชน์ต่อส่งออกให้ดีขึ้นอย่างที่คาดการณ์ไว้ โดยที่ธปท.ยอมรับในการแถลงข่าวตัวเลขเศรษฐกิจประจำเดือนมีนาคมเมื่อวันที่ 30 เมษายนว่า ก่อนหน้านี้ กนง.ต้องการรอดูตัวเลขจริงจากสภาพัฒน์ก่อน แต่พอกนง.เห็นตัวเลขของเดือนมีนาคม ทำให้เสียงส่วนใหญ่มองว่า ตัวเลขที่มีคงไม่จำเป็นต้องรอตัวเลขจริง จึงตัดสินใจลดดอกเบี้ยลงมา โดยพบว่ามูลค่าส่งออกหลังปรับฤดูกาลลดลงเกือบทุกหมวดสินค้า เพราะได้รับผลกระทบมากขึ้นจากการชะลอตัวเศรษฐกิจของจีนและอาเซียน รวมทั้งยุโรปและญี่ปุ่นยังเปราะบาง

ขณะที่รายงานตัวเลขด้านการบริโภคภาคเอกชน ในเดือนมีนาคมมีความอ่อนแอที่หดตัวลง 1.9% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และหดตัว 0.1% จากเดือนก่อนหน้านี้ เพราะภาคครัวเรือนชะลอการใช้จ่าย เนื่องจากรายได้เกษตรกรที่ต่ำลงจากการลดลงทั้งในส่วนของผลผลิตและราคาที่ตกต่ำ รวมทั้งอุปสงค์จากทั้งในและต่างประเทศที่ลดลง ทำให้ธุรกิจลดการผลิตและการลงทุนน้อยลง หลังจากวันนี้จึงต้องจับตาใกล้ชิดว่า ผลประโยชน์ที่จะได้จากการลดดอกเบี้ยของกนง.ที่เกิดขึ้น 2 ครั้งติดต่อกันรวม 0.5% มีเดิมพันสูงเพราะหากว่าเศรษฐกิจไทยไม่ฟื้นตัวจริง รวมทั้งการส่งออกไม่พลิกกลับมาเป็นบวกได้แล้ว แนวโน้มที่เศรษฐกิจไทยจะมีความสุ่มเสี่ยงขาลงก็จะมีเพิ่มมากขึ้นในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสที่ธปท.จะใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจจะมีข้อจำกัดมากขึ้นในอนาคต(Policy Space) เหมือนกระสุนที่เก็บไว้ใช้เมื่อถึงคราวจำเป็นมีน้อยลง