วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Big Data(กำลัง)มาหานะเธอ

ช่วงปีที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่วงการไอทีเท่านั้น ที่ต่างพากันโจษจัน กล่าวขวัญถึงเรื่องของ Big Data ในแวดวงโฆษณาดิจิทัลนั้น ถือว่าตื่นตัวในเรื่องนี

เหตุผลหลักๆ ที่ตื่นตัว ตื่นเต้น ปนตื่นตูมเล็กๆ ก็เพราะว่า "วงการโฆษณาสามารถนำเทคโนโลยี Big Data มาใช้งานได้จริงๆ มันอาจจะเกิดปรากฎการณ์ พลิกฟ้าปฐพี เปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารโฆษณาที่มีมาในอดีตเกือบทั้งหมด จากเดิมที่อยู่ในรูปแบบของ  Mass Communication ไปสู่รูปแบบของ One to One Communication!

            บางคนอาจจะงงๆ ว่า  One to One Communication ในงานโฆษณา มันคืออะไร  อธิบายแบบง่ายๆว่า คือโฆษณาที่จะปรากฏขึ้นให้พวกเรารับชมนั้น แต่ละคนจะได้รับข้อความโฆษณาไม่เหมือนกัน เช่น ภรรยาสุดที่รักของผมเข้าเว็บไซต์ A เธออาจจะเห็นโฆษณากระเป๋าแบรนด์เนมที่เธอชื่นชอบ แต่ผมเข้าเว็บไซต์ A เว็บเดียวกันกับภรรยา โฆษณากลับขึ้นเป็น ของเล่นหุ่นยนต์ที่ผมสะสม!  แน่นอนครับ หากเป็นคนอื่นๆเข้าชม โฆษณาก็จะเปลี่ยนไปตามบุคคลนั้นๆ ตามการวิเคราะห์ข้อมูลจาก “Big Data” ที่เก็บรวบรวมข้อมูลทุกอย่างของพวกเราเอาไว้

            ขณะนี้เราอาจเริ่มเห็นโฆษณาทำนองนี้กันแล้ว อาจจะเป็นโฆษณาของ Google หรือ Facebook  ที่เหมือนว่าโฆษณาของเว็บไซต์ที่เราเคยเข้าชม มันจะตามหลอกหลอนเราไปเรื่อยๆทุกที่ ไม่ว่าเราจะเยี่ยมชมเว็บไซต์ไหนก็ตาม พลอยให้เราคิดไปว่า ไอ้เว็บเจ้านี้นี่มันเงินเยอะจริงๆ ลงโฆษณามันทุกที่ ไปเว็บไหนก็เจอไปเสียหมด             จริงๆ โฆษณาของ Google หรือ Facebook แบบนี้ เรียกว่า โฆษณาแบบ Re-Marketing   ถือเป็น  One to One Marketing รูปแบบหนึ่ง  แต่ยังไม่ได้ใช้เทคโนโลยี Big Data แบบสมบูรณ์แบบ โฆษณาแบบนี้ ใช้วิธีแอบฝัง Cookies ลงไปในคอมพิวเตอร์ของพวกเรา เพื่อเป็นหลักฐานว่าเราเคยไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ไหนมาบ้างแล้ว  จากนั้นพื้นที่โฆษณาในเว็บอื่นๆ ที่อยู่ในเครือข่าย ก็แอบเข้ามาแอบอ่าน Cookie ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา แล้วจัดการแสดงโฆษณาของเว็บไซต์ที่เราเคยเข้ามาชมมาก่อน

            แต่หากเทคโนโลยี  Big Data สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ โฆษณาจะเป็นยังไง?

            คำตอบคือ โฆษณาจะสามารถแสดง “สิ่งที่ตรงกับความสนใจของเรา” อย่างสมบูรณ์แบบ  ทั้งๆ เราไม่เคยเยี่ยมชมเว็บไซต์ของผู้ลงโฆษณามาก่อนเลย  ตัวอย่าง  ผมอาจจะเคยเข้าเว็บไซต์ A  เว็บไซต์ E-commerce แห่งหนึ่ง เพื่อซื้อรองเท้าวิ่งออกกำลังกาย จากนั้นผมออกจากเว็บไซต์ A ไปยังเว็บไซต์  B เพื่ออ่านข่าวไอที เมื่ออ่านข่าวเสร็จ ก็กดเข้าไปที่เว็บไซต์ C เพื่ออ่านการ์ตูนที่กำลังติดตาม ระหว่างที่อ่านการ์ตูนนั้น ผมอาจจะเหลือบไปเห็นโฆษณา“นาฬิกาจับระยะทางวิ่ง ระบบ GPS”  สินค้าจากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ อีกแห่งหนึ่ง ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ อันนี้มาก่อนเลย! เพราะว่าพฤติกรรมของผม บ่งบอกว่าเป็นคนชอบวิ่ง ชื่นชอบ Gadget และเป็นคนขี้เล่น ชอบอะไรที่สนุกๆ  โฆษณาของนาฬิกาจับระยะทางวิ่ง เลยปรากฎโผล่มาให้ผมเห็น  ซึ่งมันก็ตรงกับความสนใจของผมพอดี

          คำถามต่อไปคือ แล้วรู้ได้ยังไง ว่าผมเข้าเว็บไซต์นั้น เว็บไซต์นี้ แถมรู้อีกด้วย ว่าผมจะสนใจสินค้าอะไร   คำตอบคือ การแอบเก็บข้อมูลครับ โดยส่วนใหญ่ก็แอบเก็บเอาจาก cookies ในคอมพิวเตอร์ของเรา หรือหากเป็นเจ้าของระบบใหญ่ๆ เช่น Google หรือ Facebook ก็จะแอบเก็บพฤติกรรมของเราทั้งหมดจากการใช้ Service ฟรีของเขา             เช่น Google จะแอบเก็บว่า เรา Search ค้นหาข้อมูลอะไรบ้าง และหลังจาก Search เรามีพฤติกรรมคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์ต่างๆอย่างไร สั่งซื้อของอะไรบ้าง เราเดินทางไปที่ไหน  ถ้าเป็น Facebook ก็จะแอบเก็บว่าเราคลิก Like ที่ Page ไหน มีความสนใจอะไร สินค้าแนวไหนที่เราคลิกดู Check-in ที่ไหน           เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมด ก็จะเอาข้อมูลมาวิเคราะห์ ด้วยระบบสถาปัตยกรรมข้อมูลขั้นอัจฉริยะ ก็จะสามารถทำนายได้ว่า คนๆนี้น่าจะสนใจสินค้าอะไรได้อย่างแม่นยำ! แถมทำนายแบบรายบุคคลชนิด 1 ต่อ 1 อีกด้วย !!

            หากรู้แบบนี้ เราคงไม่แปลกใจแล้วใช่ไหมครับ ว่าทำไม Google ถึงได้ทำบริการฟรีดีๆ มาให้เราใช้อย่างมากมาย  Google Search , Google Analytic,  Google Map ,  Gmail, Google Trend, ฯลฯ เพราะว่าจะเอาข้อมูลของเราไปวิเคราะห์ในการขายโฆษณานั่นเอง!             ผมเองไม่แปลกใจเลย ถ้ามีคนบอกว่า Google จะครองโลก! ในเมื่อ Google มีฐานข้อมูลใหญ่มาก อยากจะเรียกว่า Super Big Data รู้ไปเสียทุกเรื่องแถมยังมีเทคโนโลยี ที่จะใช้ข้อมูลที่มีในการทำนายอนาคตและพฤติกรรมของคนได้อีก ต่อไปอาจเป็นไปได้ว่า เราสามารถ Search หาแฟน  หาเนื้อคู่ที่จะแต่งงานในอนาคตผ่านทาง Google ได้!!  (อันนี้พูดเล่นนะครับ)