ข่าวเศร้าในสื่อช่วงที่ผ่านมา เกลื่อนตาพวกเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นข่าวจลาจล ข่าวมหันตภัย ข่าวไม่ใครก็ใครโกงกันได้ในทุกรูปแบบ
เหตุการณ์สะเทือนใจในเนปาลก็เป็นอีกหนึ่งข่าว ที่เราชาวโลกต่างเอาทั้งกำลังใจ ทั้งแรงกาย ทั้งปัจจัยที่มี ระดมร่วมช่วยเหลือกันคนละไม้คนละมือ จากทุกมุมของดาวเคราะห์ดวงนี้ ที่เราเรียกว่า “บ้าน”
เป็นหยดน้ำฉ่ำใจ แทรกในความโศรกเศร้า ว่า “เราไม่ทิ้งกัน”
สะท้อนกลับมาถึงเรื่องความสัมพันธ์ฉันมิตร หรือ เพื่อนร่วมงานในองค์กร จะหัวหน้าหรือลูกน้อง ก็ไม่มีใครหนีปัญหาและสารพัดทุกข์ได้พ้น
เพื่อนยามสุข มีก็สนุกดี
แต่มิตรแท้ยามลำบากต่างหาก ที่เป็นมิตรมีค่า และหายากยิ่ง
หากอยากสร้างความสัมพันธ์อันดีและมีคุณค่ากับคนรอบข้าง
อย่าถอยห่างยามเขามีทุกข์
เพื่อนที่ดี ยามเพื่อนมีทุกข์ นอกจากจะช่วยด้วยวิธีต่างๆที่พอจะทำได้ สิ่งสำคัญ คือ ต้องให้เวลาและหาวิธีปลอบโยน
นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารสถานการณ์ที่เลวร้าย ทั้งที่เกิดในระดับบุคคล และองค์กร อาทิ อาจารย์ William Bridges ผู้เขียนตำราดัง เรื่อง Transition Model หรือ หลักการช่วยให้คนบริหารการเปลี่ยนแปลง ฟันธงว่า
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง ก่อนที่ทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางและลงตัว โดยเฉพาะในเชิงอารมณ์ คนเราต้องผ่านขั้นตอนแรกที่สำคัญยิ่ง คือ ขั้นตอนรับมือกับความกลัวและความเจ็บปวดของจุดสิ้นสุดและความสูญเสีย
นักจิตวิทยาเรียกกระบวนการนี้ว่า Grieving Process หรือ กระบวนการโศรกเศร้า ซึ่งเราต่างมีเป็นปกติธรรมดา โดยเฉพาะยามประสบปัญหาที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเสียคนรัก ถูกหักอก พบว่าตัวเองเป็นโรคร้าย ไม่ได้ตำแหน่งที่หวัง ถูก “เพื่อนรัก” หักหลัง ฯลฯ
วงการแพทย์ อาทิ สมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา มีข้อแนะนำดีๆให้เพื่อนช่วยเพื่อนได้ในยามแรกที่เขาต้องแบกทุกข์ ดังนี้
1. ฟัง ฟัง และฟัง อย่างตั้งใจและเห็นใจ
อย่าเพิ่งพยายามโน้มน้าวให้เขาเข้าใจ ในสารพัดของความเป็น “จริง” ตามตรรกะในมุมของเรา
อาทิ ปลอบเขาว่า สามีของเขาที่เพิ่งเสีย “ไปก็ดีแล้ว อยู่ก็ทรมาน”
ไม่เถียง แต่ การตายจาก อย่างไรๆก็ไม่ดี ในนาทีนี้ของความเศร้า
อย่าเพิ่งหวังว่าเขาจะใช้เหตุและผลวิเคราะห์เจาะลึกโดยกระจ่างว่า ที่มาที่ไปของปัญหาของเขาคืออะไร
เป็นไปได้ว่าช่วงนี้ มีแต่อารมณ์เป็นหลัก ทั้งโกรธ ทั้งเศร้า ทั้งกลัว ทั้งกังวล ทั้งเสียใจ สารพัด
คุณหมอบอกว่า ยังไม่ใช่เวลาที่เราจะเร่งรัดให้เขาหยุดเศร้าได้แบบกดปุ่ม
2. ให้คำปลอบโยน
พูดปลอบโยนได้ อาทิ บอกอย่างจริงใจว่า
“เราเสียใจด้วยนะ”
“เราอยู่กับเธอนะ เธอมีพวกเรานะ ไม่ต้องกลัว”
“อยากได้อะไร อยากให้ทำอะไรให้ บอกนะ”
กระนั้นก็ดี มีหลายสิ่งที่อาจระมัดระวัง ยามพูดปลอบโยนในขั้นต้นของความเศร้านี้
3. คำพูดที่ควรหลีกเลี่ยง
น้าป้าอาพี่ มักมีวลีปลอบโยนคล้ายกัน เช่น “ผมรู้ดีว่าคุณรู้สึกอย่างไร”
“ไม่ ไม่ และ ไม่ คุณไม่เข้าใจหรอก” คนน้ำตากลบหน้า ค้านในใจ
เพราะยามนี้ที่เขาทุกข์ ไม่มีใครสัมผัสความทุกข์ของเขาได้เฉกเช่นเดียวกับตัวเขา เพราะเราล้วนมีบริบทที่ต่างกัน
คุณหมอแนะนำว่า หากอยากจะพูดประมาณนี้ คิดดีๆและยั้งไว้ ไม่ว่าจะหวังดีเพียงใด แล้วกลับไปใช้แนวทางในข้อ 1 และ 2 แทน
4. มองโลกจากมุมเขา
คุณหมอบอกว่า อีกประเด็นหนึ่งที่แม้จะมีเจตนาดีเพียงไร ก็ไม่ควรพูดอย่างยิ่ง คือ เหมาเอาง่ายๆว่า สิ่งที่อีกคนกำลังเศร้า โกรธ หรือกังวล เป็นเรื่อง “เล็กน้อย”
ในโลกของคนอื่น หรือ แม้โลกของเขาเอง ณ เวลาอื่น เรื่องนี้อาจเป็นเรื่อง “จิ๊บจ๊อย” อย่างที่พี่ว่า
...แต่มิใช่ในนาทีนี้..นาทีที่เขากำลังเศร้าเสียใจ น้ำตาใสร่วงเป็นสายพรั่งพรู
ที่พึงระวังสุด คือ คนปลอบมักชอบดึงทุกเรื่องมาโยงใยกับความเป็น เขา เขา และ เขา เปรียบเสมือน เขาเป็นเสาหลักของโลก
“พี่เข้าใจดีว่าหนูรู้สึกยังไง”
“ดูอย่างพี่สิ พี่ก็เคย (หย่า...ถูกไล่ออก...เป็นโรคร้าย...ฯลฯ)..
เศร้ายิ่งกว่าหนูอีก เพราะตอนนั้นพี่ลำบากกว่าหนูมาก บ้านก็ยังต้องเช่า กว่าจะลุกขึ้นมาประสบความสำเร็จอย่างวันนี้ได้ พี่ก็ต้องเข้มแข็ง ร้องไห้หนัก แต่ก็ผ่านมันมาได้ ดูพี่ซิ ดีกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำ จำได้ไหม สมัยก่อนพี่ยังต้องขึ้นรถเมล์ ทั้งฝุ่น ทั้งแดด ทั้งพวกโรคจิตชอบแต๊ะอั๋ง เดี๋ยวนี้พี่มีเบนซ์ใช้แล้ว...
เอาน่า...ทำใจๆ ปัญหาหนูไม่เท่าไหร่หรอก จิ๊บจ๊อยๆ”
ธรรมชาติสร้างให้พี่มีสองหู กับหนึ่งปาก กรุณาใช้ให้ได้ตามสัดส่วน 2 ต่อ 1
ยิ่งเวลาซึ่งเพื่อนที่มีปัญหาเศร้ารุมเร้า
เขาย่อมอยากระบาย
อยากให้มีใครฟัง แม้เขาจะฟูมฟายไม่มีเหตุผล
อยากมีคนอยู่ใกล้ตัวให้ไม่เหงา
อยากขอเวลาเศร้าบ้าง
สิ่งสุดท้ายที่อยาก คือ ฟังพี่เล่าเรื่องตัวเอง






