ไม่กี่วันมานี้ มีรายงานการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกออกมาเผยแพร่
คนไทยเราคงเคยชินเสียแล้ว ที่ได้เห็นชื่อมหาวิทยาลัยในเอเชียที่ติด 100 อันดับแรกนั้น เป็นของสิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และฮ่องกง โดยของไทยเรายังอยู่ค่อนข้างห่างไกล
มหาวิทยาลัยของไทยที่ดีที่สุด ในการจัดอันดับครั้งนี้ อยู่ที่อันดับ 243 แล้วก็ตามด้วยอันดับที่ 257 จากนั้นก็ข้ามไปอันดับ 500 จนถึง 700 กว่าๆ ก็หมายความว่าเราคงต้องเดินทางกันอีกไกลพอสมควรแหละครับ
มหาวิทยาลัยที่มีอันดับสูง มีแต่คนอยากเข้าเรียน ใครเข้าเรียนได้ เมื่อสำเร็จออกมาก็มีงานดีๆ เงินดีๆ รอให้เลือกตามใจปรารถนา วันนี้ผมขอเล่าเรื่องของ เด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งสมัครเข้าเรียนที่ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และประสบความสำเร็จ ได้เข้าเรียน และฮาร์วาร์ดยังให้ทุนการศึกษาอีกด้วย
อดัม วีเล่อร์ เด็กหนุ่มวัย 20 ปี ได้ส่งเอกสารไปที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมื่อปี ค.ศ. 2007 ประกอบด้วยประวัติผลการเรียนที่โรงเรียนมัธยมอันโด่งดัง “Philips Academy” และผลการเรียนระดับปริญญาที่ “MIT” ซึ่งเขาได้ A ทุกวิชา อดัมขอโอนเครดิตจาก MIT เพื่อเข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ด ซึ่งด้วยผลการเรียนอันโดดเด่นของเขา ทำให้ฮาร์วาร์ด รับเข้าเรียนอย่างไม่มีปัญหาใดๆทั้งสิ้น
หลังเข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ด อดัมก็มีผลการเรียนดีเด่น เขานำผลการเรียนไปขอรับทุนหลายประเภท และฮาร์วาร์ดก็ให้ทุนเขาหลายทุน จึงเป็นเรื่องราวแห่งความสำเร็จอันน่าภูมิใจของเด็กหนุ่มเรียนเก่ง อนาคตดี
3 ปีต่อมา เมื่อ ค.ศ. 2010 ความจริงก็ปรากฏออกมาว่า เอกสารทุกอย่างที่เขาได้ส่งไปสมัครเข้าฮาร์วาร์ดนั้น เป็นของปลอมทั้งสิ้น รวมทั้งเอกสารการขอทุน ในระหว่างที่เรียนอยู่ที่ฮาร์วาร์ด เขาก็ปลอมแปลงเช่นกัน และยังถูกเปิดเผยว่าก่อนหน้านั้น อดัม มีประวัติถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยเล็กๆแห่งหนึ่งในรัฐเมนส์มาแล้วด้วย อดัมถูกส่งฟ้องศาล เขาสารภาพผิดทั้ง 20 กระทง ศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก 10 ปี แต่ให้จำคุกจริงเพียง 30 วัน ที่เหลือรอลงอาญา และให้ใช้เงินคืนฮาร์วาร์ด 46,000 เหรียญ จากวันนั้นถึงวันนี้ เวลาผ่านไป 4 ปีกว่าแล้ว อดัม ก็หายไปจากกระแสข่าว
ถ้าเขาไม่ถูกจับโกหกในครั้งนั้น เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งปี อดัมก็จะสำเร็จการศึกษา ป่านนี้เขาคงได้รับปริญญาอันทรงเกียรติจากฮาร์วาร์ด ได้งานดี มีตำแหน่งดี เผลอๆ เขาอาจจะนำกลโกงอันซับซ้อน มาใช้ในองค์กรที่เขาทำงาน และอาจกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกแล้ว ก็เป็นได้
ไม่ใช่เพียงนักศึกษาอย่างอดัมเท่านั้น ที่สรรหาวิธีโกงเข้าฮาร์วาร์ด แม้คนระดับ “คณบดี” ของมหาวิทยาลัยดังอย่าง MIT ก็ยังถูกจับได้ว่าปลอมเอกสารเช่นกัน เรื่องนี้ถูกเปิดเผยขึ้นในปี 2007 เมื่อ แมริลี โจนส์ คณบดีฝ่ายรับนักศึกษา ได้ยื่นใบลาออกหลังจากทำงานที่ MIT มาเป็นเวลาถึง 28 ปี
เธอสมัครเข้าทำงานที่ MIT เมื่อ 28 ปีก่อน โดยระบุว่าเธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาถึง 3 ใบ แต่ในที่สุดเธอก็สารภาพว่า เธอไม่เคยเรียนจบปริญญาจากที่ใดเลย ไม่มีแม้กระทั่งปริญญาตรี ก็น่าคิดเหมือนกันนะครับว่า ในระหว่างที่เธอดำรงตำแหน่ง “คณบดีฝ่ายรับนักศึกษา” ของ MIT นั้น เธอเคยใช้วิธีการแปลกๆ ในการคัดเลือกนักศึกษาเข้าเรียน MIT บ้างหรือไม่ เคยหาประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่ (แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานขนาดนี้ ก็คงต้องยกประโยชน์ให้ทุกคนที่เข้าเรียน MIT ในยุคที่เธอเป็นคณบดีฯ ไปโดยปริยาย)
ชีวิตในมหาวิทยาลัย มีเรื่องราวของการโกง เกิดขึ้นได้เสมอและหลายลักษณะ กรณีของอดัมนั้น หลังจากที่เป็นข่าวขึ้นมา ปรากฏว่าอาจารย์ภาควิชาภาษาอังกฤษ ของ มหาวิทยาลัยซีราคิวส์ ก็ได้เล่าประสบการณ์ว่าเคยได้รับผลงานจากนักศึกษาของเขาคนหนึ่ง ซึ่งเมื่ออ่านจบ เขารู้สึกทึ่งมาก และบอกกับตัวเองว่าในห้องเรียนของเขานั้น “มีลูกศิษย์อัจฉริยะอยู่ 1 คน”
แต่เขาเกิดเอะใจขึ้นมา จึงย้อนกลับไปดูเกรดของนักศึกษาคนนั้นในวิชาอื่นๆ และพบว่ามีผลการเรียนระดับธรรมดามาก เหตุใดผลงานชิ้นนี้จึงโดดเด่นนัก เขาจึงส่งงานนั้น ให้เพื่อนอาจารย์อีก 5 คนช่วยพิจารณา อาจารย์คนหนึ่งอ่านแล้วรู้สึกทึ่งมากเช่นกัน แต่ก็บอกกับตัวเองว่า “เหมือนรู้สึกคุ้นๆ ยังไงอยู่นะ” หลังจากนั้นเขาจึงนึกขึ้นมาได้ว่า “อ้าว...นี่มันงานเขียนของเราเอง....(นี่หว่า)!”
เหนื่อยไหมครับ สำหรับกลโกงชนิดต่างๆ ของบุคคลที่แสวงหาความสำเร็จทางวิชาการ น่าคิดนะครับว่าถ้าหากคนพวกนี้ โกงได้ขนาดนั้นตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ ถ้าเขาเรียนสำเร็จออกมาแล้ว จะมีลีลาการโกงในชีวิตการทำงานจริง ที่ร้ายกาจเพียงใด และน่าคิดด้วยว่า ในเมืองไทยเราเองนั้น การโกงในแวดวงวิชาการ มีอยู่มากน้อยเพียงใด
การเอาผลงานเขียนของคนอื่น มาเป็นของตนเองอย่างที่เล่าข้างต้นนั้น เป็นเรื่องที่น่าละอาย เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ช่วงที่มีข่าวว่าจะต้องฟื้นฟูการบินไทยเพราะขาดทุนอย่างมาก ก็ได้มีการส่งไลน์ไปทั่ว ในเรื่องวิธีฟื้นฟูกิจการของ Japan Airlines โดยนายอินาโมริ ผู้อาวุโสวัย 80 ปี ผมได้รับไลน์นั้นหลายรอบ เมื่ออ่านครั้งแรกก็รู้สึกว่า “คุ้นๆ” แต่พอทบทวนอีกครั้งจึงบอกตัวเองเหมือนอาจารย์คนนั้นเลยว่า “อ้าว...นี่มันงานเขียนของเราเอง (นี่หว่า)!”
มันคือบทความ ที่ผมเขียนลงในคอลัมน์นี้ เมื่อ 2 ปี ที่แล้ว แต่วันดีคืนดีก็มีหญิงสาวคนหนึ่งลอกบทความของผมว่าด้วยการฟื้นฟู JAL ออกเผยแพร่ทางเฟสบุ้คของตนเอง โดยลอกทุกตัวอักษร นับเป็นสิบๆบรรทัด และไม่อ้างอิงอะไรเลย แล้วก็เติมตอนต้นนิด ตอนท้ายหน่อย พอมีคนมาชื่นชมและขอส่งต่อ เธอก็อนุญาตหน้าตาเฉย เสมือนว่าเธอเป็นเจ้าของงานเขียนนั้น หลังจากนั้นบทความดั้งเดิมของผม ก็ถูกลอกและส่งต่อกันไปหลายช่วง จนไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนเขียนคนแรก......
โลกทุกวันนี้ ก็เป็นเช่นนี้แหละครับ คงต้องทำใจว่า คนโกงนั้น มีอยู่ในทุกอาชีพและทุกรูปแบบ เพียงทำใจเราให้หนักแน่น และพยายามสอนลูกสอนหลานไม่ให้คิดโกงอย่างคนอื่นเขา ก็พอแล้ว
แล้วก็มาช่วยกันเชียร์ ให้มหาวิทยาลัยไทยติดท้อป 100 กับเขาเสียที.....จะดีกว่า






