วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คุณภาพชีวิตคนไทยในไตรมาสที่ 1 ได้แค่ C

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวดีทางเศรษฐกิจที่น่าจะทำให้เราเริ่มมองเห็นทางสว่าง เมื่อสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ออกมาประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปีนี้น่าจะขยายตัวประมาณ 3% แต่ถ้าจับอารมณ์ของนักธุรกิจและประชาชนดูแล้ว สามเดือนที่ผ่านมานี้ ส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในภาวะวิ่งสู้ฟัด สะท้อนให้เห็นว่า ผลดีในภาพรวมยังไม่ได้ไหลลงไปสู่ระดับองคาพยพทั้งหมดของประเทศอย่างทั่วถึง

หากมองโลกในแง่ดี ใจเย็นหน่อย ประมาณปลายไตรมาสที่ 2 หรือต้นไตรมาสที่ 3 คนไทยอาจได้รับผลจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจจนเริ่มจะยิ้มออกบ้าง

อย่างไรก็ตาม การจะมองมิติทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว คงให้ภาพชีวิตของคนไทยได้ไม่ครบถ้วน เพราะมิติทางเศรษฐกิจเป็นแค่มิติหนึ่งที่กำหนดคุณภาพชีวิต ยังมีอีกสามมิติที่ต้องนำมาประเมินควบคู่กันไปด้วย คือ มิติด้านสุขภาพกาย มิติด้านสุขภาพจิต และมิติด้านครอบครัวและสังคม เราต้องดูทั้งสี่มิตินี้คู่กันถึงจะเข้าใจว่า ชีวิตของคนไทยในไตรมาสแรกของปีนี้เป็นอย่างไร

ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยมีตัวอย่างเป็นประชาชนจำนวน 1,190 คน จาก 22 จังหวัดทั่วประเทศเพื่อจัดทำดัชนีคุณภาพชีวิตของคนไทย ทำการสำรวจระหว่าง 10 มีนาคม ถึง 8 เมษายน 2558 แบ่งกรอบการประเมินออกเป็น 4 ด้านด้วยกัน คือ สุขภาพกาย สุขภาพจิต ครอบครัวและสังคม และเศรษฐกิจ ประเมินด้วยการให้คะแนนตั้งแต่ 1 คะแนน (ต่ำสุด) จนถึง 5 คะแนน (สูงสุด)

ด้านสุขภาพกาย ด้านความแข็งแรงของร่างกายได้ 3.38 คะแนน การบริโภคอาหารที่มีประโยชน์อย่างเหมาะสมได้ 3.37 คะแนน การมีเวลาในการออกกำลังกายอย่างเพียงพอได้ 2.75 คะแนน และการมีเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอได้ 3.18 คะแนนสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพกายที่มีความรุนแรงที่สุด คือ การไม่มีเวลาออกกำลังกายและการพักผ่อน

ด้านสุขภาพจิต คะแนนความพึงพอใจกับสภาพแวดล้อมในชุมชนได้ 3.37 คะแนน ความพึงพอใจกับการใช้ชีวิตในสังคมได้ 3.32 คะแนน ความเครียดกังวลเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ได้ 2.86 คะแนน และความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินได้ 3.50 คะแนน จึงอาจกล่าวได้ว่า ปัญหาด้านสุขภาพจิตที่สำคัญที่สุด คือ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่

ด้านครอบครัวและสังคม การมีเวลาให้ครอบครัวอย่างเพียงพอได้ 3.08 คะแนน ความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจในครอบครัวได้ 3.58 คะแนน การมีโอกาสทำประโยชน์ให้กับสังคมได้ 3.24 คะแนน และความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านในชุมชนได้ 3.39 คะแนน จะเห็นได้ว่า ปัญหาด้านครอบครัวที่สำคัญที่สุด คือ การมีเวลาให้กับครอบครัวไม่เพียงพอ

ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงในหน้าที่การงานได้ 3.32 คะแนน การมีรายได้เพียงพอกับรายจ่ายได้ 2.85 คะแนน ความสามารถในการเก็บออมเงินได้คะแนน 2.94 และความพึงพอใจกับฐานะทางเศรษฐกิจในปัจจุบันได้ 3.14 คะแนน จากผลการประเมินสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาด้านรายได้และการออมเงินเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตด้านเศรษฐกิจมากที่สุด

เมื่อนำเอาคะแนนที่ได้ในแต่ละด้านมาคิดเป็นสัดส่วนของคะแนนเต็ม 5 พบว่า ด้านสุขภาพกายได้ 63.4% ด้านสุขภาพจิตได้ 65.3% ด้านครอบครัวและสังคมได้ 66.5% และด้านเศรษฐกิจได้ 61.3% เมื่อนำมาคำนวณสัดส่วนในภาพรวมจะได้ 64.1%

หากแบ่งช่วงคุณภาพชีวิตเป็น 5 ระดับ คือ ระดับ A ได้ 85% ขึ้นไป ระดับ B+ ระหว่าง 80% ถึง 84% ระดับ B ระหว่าง 75% ถึง 79% ระดับ C+ ระหว่าง 70% ถึง 74% ระดับ C ระหว่าง 65% ถึง 69%ระดับ D+ ระหว่าง 60% ถึง 64% และระดับ D ต่ำกว่า 60% จะพบว่า คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพกายอยู่ในระดับ D+ คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพจิตอยู่ในระดับ C  คุณภาพชีวิตด้านครอบครัวและสังคมอยู่ในระดับ C และคุณภาพชีวิตด้านเศรษฐกิจอยู่ในระดับ D+ และโดยภาพรวมแล้วระดับคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับ C

ผลที่ได้ข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวที่ลากยาวมากเกือบ 20 เดือน ได้แทรกซึมเข้าไปกระทบกับชีวิตของผู้คนไปทุกด้าน

เริ่มต้นด้วยการทำมาหากินลำบากขึ้นจึงต้องทำงานมากขึ้น...

เมื่อทำงานมากขึ้น ก็เครียดมากขึ้น มีเวลาดูแลตัวเองและครอบครัวน้อยลง...

มีเวลาช่วยเหลือสังคมน้อยลง ใส่ใจผู้อื่นน้อยลง...

นั่นแสดงว่า ถึงแม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 จะดีขึ้นจริง แต่บาดแผลที่เกิดขึ้นกับคุณภาพชีวิตของคนไทย คงไม่สามารถรักษาให้หายได้ในทันที

ที่น่าห่วงกว่านั้นก็คือ หากไตรมาสที่เหลือของปีนี้ เศรษฐกิจเติบโตแบบลุ่มๆ ดอนๆ ความเชื่อมั่นที่มีต่อเศรษฐกิจไทยคงจะฟื้นขึ้นมาได้ไม่เต็มที่ นั่นหมายความว่า คนไทยยังต้องทำงานหนัก เครียดมาก มีเวลาให้ตัวเอง ครอบครัว และสังคมน้อย สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นผลดีต่อประเทศในระยะยาวอย่างแน่นอน

นอกจากด้านคุณภาพชีวิตแล้ว การสำรวจครั้งนี้ ยังมีการสอบถามความเห็นในสองประเด็นด้วยกัน คือ ปัญหาสำคัญด้านการศึกษาที่ควรได้รับการแก้ไข และการเลือกตั้ง ซึ่งพบว่า ประเด็นสำคัญด้านการศึกษาที่ควรได้รับการแก้ไข 5 อันดับแรก คือ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาเด็กสามารถคิดเป็นทำได้ การเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน การจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน การเพิ่มขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ และการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

สำหรับประเด็นด้านการเลือกตั้งนั้น เมื่อสอบถามว่า หากมีการเลือกตั้งภายในปี 2558 จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นหรือไม่ 54% เชื่อว่าจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นอีก 8% ไม่เกิดความขัดแย้ง และอีก 38% ไม่แน่ใจ

ด้านระยะเวลาที่เหมาะสมในการจัดการเลือกตั้ง 24% ระบุว่า ควรจัดในปี 2558 36% ควรจัดในปี 2559 30% ควรจัดในปี 2560 และอีก 10% ระบุว่า ควรจัดมีความพร้อม

ก็ต้องลุ้นกันต่อไปว่า สามไตรมาสที่เหลือของปีนี้ว่าคุณภาพชีวิตของไทยจะขยับขึ้นมาสูงกว่าเกรด C ได้หรือไม่