ดังได้กล่าวแล้วว่า สังคมชนบทไทยได้เริ่มหลุดออกจากพันธะทางสังคมแบบเดิมมากขึ้น จนกล่าวได้ว่าสังคมไทยปัจจุบันเป็นสังคมที่มีโครงสร้างหลวมมากขึ้น
จนทำให้กรอบความคิดเรื่อง “สังคมไทยเป็นสังคมโครงสร้างหลวม” สามารถนำกลับมาใช้อธิบายปรากฏการณ์ในวันนี้
แต่ขณะเดียวกัน แม้เราจะพบว่าสังคมชนบทไทยกำลังสลัดหลุดจากพันธะทางสังคมแบบเดิม แต่ผู้คนในสังคมชนบทก็กำลังร่วมกันสร้างความหมายของความสัมพันธ์ทางสังคมชุดใหม่ขึ้นมา
ความเปลี่ยนแปลงในระบบการผลิตทางการเกษตรในชนบทที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีได้สร้าง “เครือข่าย” ความสัมพันธ์ทางสังคมชุดใหม่ขึ้นมาแทนที่ เช่น ผู้จัดการนา ( คนทำนา) ในทุกภูมิภาคต้องสร้างสายสัมพันธ์กับชาวบ้านที่รับจ้างทำนาเฉพาะด้าน ( เช่น พ่นยา ตัดข้าวดีด ฯลฯ ) เจ้าของรถไถ ( ในกรณีที่ไม่มีรถไถใหญ่ ) เจ้าของและคนขับรถเกี่ยวข้าว เจ้าของร้านขายปุ๋ย/ยาฆ่าแมลง รวมไปถึงเพื่อนบ้านที่ร่วมในการเป็นผู้ประกอบการนาด้วยกัน
ในส่วนของการทำงานนอกภาคเกษตรกรรมแต่ยังคงอยู่ในชุมชนก็ได้สร้างความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างผู้ประกอบการรายย่อย/รายกลางในหมู่บ้าน และชุมชนใกล้เคียงเพื่อรับรู้ และสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมของตนเอง ขณะเดียวกันการขยายตัวของรัฐในการปกครองท้องถิ่นที่จะต้องให้ชาวบ้านเกาะกลุ่มกันทำกิจกรรมหรือสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น การกู้เงินกองทุนหมู่บ้าน ก็ทำให้เกิดการจัดการความสัมพันธ์ทางสังคมรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมา
ความสัมพันธ์กับอำนาจรัฐท้องถิ่นหลังทศวรรษ 2470 ก็แปรเปลี่ยนจากความสัมพันธ์แนวตั้งมาสู่ความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายแนวนอนหรือแนวระนาบมากขึ้น นักการเมืองท้องถิ่นส่วนใหญ่ก็จะรู้ว่าหากจะ “เล่นการเมือง” ก็ต้องใส่ใจ และดูแลกลุ่มเครือข่ายแนวนอนหรือแนวระนาบทั้งหมดให้เหมาะสม
ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้นำมาซึ่งการจัดระบบความสัมพันธ์ทางสังคมในชุมชนในรูปแบบใหม่ และการจัดระบบความสัมพันธ์ใหม่นี้ได้ผูกเอาคนแต่ละคนในเครือข่ายให้ต้องระมัดระวังรักษา และสร้างการมีส่วนร่วมกันในเครือข่ายให้แน่นหนาที่สุด เพราะเครือข่ายลักษณะใหม่ที่เกิดขึ้นมานี้กลายเป็นหลักประกันความอยู่รอดของตน และครอบครัวของตน
ความเปลี่ยนแปลงในสังคม/ชุมชนที่มีการถักทอความสัมพันธ์เชิงเครือข่ายแนวนอน/แนวระนาบให้แน่นแฟ้นมากขึ้นนี้ได้กลายมาเป็นลักษณะเด่นที่เข้ามาแทนที่สังคมที่มีความสัมพันธ์แนวตั้งแบบเดิมแล้วเป็นส่วนใหญ่ ผู้คนที่เคยอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคมแนวตั้งล้วนแล้วแต่ต้องปรับตัวในหลายมิติเพื่อที่จะอยู่ร่วมกับกลุ่มคนที่จัดความสัมพันธ์ลักษณะใหม่ เช่น ผู้เฒ่าผู้แก่ก็ล้วนแล้วแต่ต้องเข้าสู่เครือข่ายความเสมอภาคมากขึ้น และต้องทำตัวให้เป็นที่นับถือมากกว่าเดิม เพราะมิฉะนั้นก็จะถูกลดบทบาทไปจนไม่มีที่ยืนในสังคมชนบท
สังคมโครงสร้างหลวมที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน จึงเป็นสังคมที่มีความสัมพันธ์พิเศษแตกต่างไปจากเดิม กล่าวคือ เป็นสังคมโครงสร้างหลวมลักษณะของ “ขนมชั้น” ในแต่ละชั้นของเครือข่ายจะแยกกันอยู่และไม่ได้เชื่อมต่อกันอย่างแท้จริง แม้ว่าอยู่ในพื้นที่เดียวกันก็ตาม เช่น กลุ่มผู้นำเดิมที่เคยครองอำนาจในท้องถิ่นมาเนิ่นนานก็จะแยกเครือข่ายของตนออกไปจากเครือข่ายแบบใหม่ของชาวบ้าน เครือข่ายของชาวบ้านเองแม้ว่าตระหนักถึงการมีอยู่ของเครือข่ายชนชั้นนำเดิม แต่ก็ไม่ได้แยแสหรือให้ความเคารพหรือความสำคัญอย่างที่เคยเป็นมา
ดังนั้น ลักษณะความสัมพันธ์ทางสังคมที่หลวม และไม่มีผลกำกับปัจเจกบุคคลจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายของแต่ละชนชั้น แต่ละเครือข่ายชนชั้นต่างก็สร้างทางเดินชีวิตของตนเอง แต่ลักษณะที่ซ้อนทับกับสังคมโครงสร้างหลวมนี้ ได้แก่ ความสัมพันธ์ที่กระชับแน่นระหว่างเครือข่ายของชนชั้นเดียวกัน (หรือเครือข่ายของการผลิตในระบบเดียวกัน)
ลักษณะความสัมพันธ์ที่หลวม และกระชับในสังคมชนบทเดียวกันนี้เห็นได้ในทุกพื้นที่ ทุกภูมิภาคในสังคมไทย แม้ว่าความแตกต่างในความหลวม และความกระชับอาจแตกต่างกันบ้างในแต่ละภูมิวัฒนธรรม แต่แนวโน้มใหญ่ของความเป็นไปจะดำเนินไปในเส้นทางดังกล่าวนี้
พร้อมกันนั้น ในแต่ละเครือข่ายแนวระนาบที่ถักสานสายใยความสัมพันธ์ที่แน่นหนานี้ก็ได้ต่อสายใยสัมพันธ์ข้ามพื้นที่ของชุมชนและที่สำคัญ สายใยความสัมพันธ์นี้ได้ต่อขยายออกไปสู่พื้นที่ทางการเมืองระดับชาติด้วย เพราะเครือข่ายแต่ละเครือข่ายสามารถที่ผันแปรเครือข่ายไปสู่คะแนนเสียงได้อย่างเข้มแข็ง ดังนั้น ความสัมพันธ์ทางสังคมแนวนอนหรือแนวระนาบนี้ก็จะต่อยาวไปจนสุดที่นักการเมืองระดับชาติ ซึ่งยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ภายในเครือข่ายนี้ต้องกระชับแน่นมากขึ้นตามไปด้วย
จากที่กล่าวทั้งหมด ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณลักษณะของสังคมไทยโดยรวมได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เราไม่อาจจะกล่าวถึงสังคมไทยในมโนภาพเดิมอีกต่อไป ความเรียงนี้ต้องการจะเสนอให้มองลักษณะของสังคมไทยว่าเป็น "สังคมโครงสร้างหลวมระหว่างชั้นของสังคม แต่มีความสัมพันธ์ที่กระชับภายในเครือข่ายชนชั้น" หรือนิยามแบบไทยๆ ว่าเป็น “สังคมหลวมแบบขนมชั้น” อาจจะทำให้เกิดการถกเถียงแลกเปลี่ยนกันเพื่อทำความเข้าใจสังคมที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ชัดเจนมากขึ้น
การให้ความหมายแก่สังคมว่า สังคมในขณะหนึ่งๆ มีลักษณะเด่น หลักอย่างไร นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการดูแล และจัดการความเปลี่ยนแปลงของสังคมให้ดำเนินไปสู่เป้าหมายในอุดมคติ สังคมไทยได้หยุดการให้ความหมายแก่สังคมไทยมาเนิ่นนานนับตั้งแต่การพังทลายของพรรคคอมมิวนิสต์และการเถลิงอำนาจนำของวัฒนธรรมชุมชน
สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก ถ้าเราไม่ทบทวนนิยามสังคมกันใหม่ ก็คงหาทางออกอะไรไม่พบไปอีกนานเท่านานครับ









