การอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญต่อเนื่องกันเจ็ดวันเจ็ดคืน เป็นสิ่งที่ผมในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พยายามให้เกิดมาตรฐาน
และคุณภาพของการอภิปรายที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมากที่สุด แต่ด้วยช่วงเวลาที่ยากต่อการกำหนดและแจ้งให้หลายๆ ฝ่ายได้รับทราบ ทำให้หลากหลายประเด็นเชื่อว่ายังมีหลายท่านไม่ทราบว่าผมได้พูดถึงประเด็นสำคัญเรื่องใดไปบ้าง
เรื่องใหญ่ในการอภิปรายเรื่องหนึ่งคือ กรณีมาตรา 7 ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่มีการยกร่างขึ้น ซึ่งมีข้อความในมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ดังนี้ “เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้การกระทำการหรือวินิจฉัยไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” โดย กมธ. ยกร่างฯ ได้เพิ่มวรรคสอง โดยระบุว่า “ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำหรือการวินิจฉัยกรณีใดตามวรรคหนึ่ง สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนก็ได้ แต่สำหรับศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุด ให้กระทำได้เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดี และเมื่อมีมติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด”
กรณีดังกล่าว ผมแสดงความไม่เห็นด้วยกับการโยนภาระความรับผิดชอบในการตัดสินวินิจฉัยชี้ขาดให้กับ ศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลหลายประการดังนี้
1. ความพร้อมขององค์คณะผู้พิจารณา และศักยภาพของศาลรัฐธรรมนูญในการรองรับการวินิจฉัยชี้ขาด เรื่องที่เป็นโบราณราชประเพณี เพราะองค์กรศาลรัฐธรรมนูญ ได้ถือกำเนิดมาไม่เกินยี่สิบปี ในขณะที่ประเทศไทยมีองค์กรอื่นๆ ที่มีความเก่าแก่และผ่านช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์มาแล้วมากมาย ซึ่งน่าจะมีประสบการณ์ในการให้ความเห็นและชี้ขาดเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับโบราณราชประเพณี ได้ดีกว่า ศาลรัฐธรรมนูญ
2. การเขียนแบบเปิดกว้าง ให้ระบุว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนก็ได้ คำว่า “ก็ได้” แม้จะดูเหมือนไม่ผูกมัด แต่เชื่อได้ว่า ภาระงานของศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต จะต้องล้นมือเป็นมากมาย เพราะเรื่องที่เข้าข่ายไม่รองรับโดยกฎหมายมีอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น การยื่นขอจดทะเบียนสมรสของคนรักร่วมเพศ ที่อาจมีการเคลื่อนไหว เรียกร้องสิทธิโดยอาศัยความในมาตรานี้ได้เช่นกัน ถือเป็นเรื่องอันตรายมาก หากศาล รัฐธรรมนูญ จะอาจหาญรับเรื่องทุกเรื่องไว้พิจารณา
3. พฤติกรรมในอดีต ซึ่งสะท้อนที่มาของการได้มาซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังคงสร้างข้อกังขาให้กับสังคม และหลายครั้งสะท้อนความไม่เป็นกลาง และ มาตรฐานในการตัดสินวินิจฉัยเป็นเรื่องน่าห่วงใย เพราะหากมีการชี้ขาดประการใดไปแล้ว อาจมิใช่การยุติปัญหา แต่อาจสร้างปมปัญหาขึ้นใหม่อีก
4. ผลแห่งคำตัดสินวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีข้อผูกพันทุกองค์กร ไม่เว้นแม้แต่องค์กรตุลาการ คือ ศาลสถิตยุติธรรม เท่ากับ เรากำลังมอบอำนาจในการบริหารปกครองประเทศส่วนใหญ่ไปอยู่ในมือของ ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะสามารถพลิกความเห็น คำสั่ง หรือ กระทั่งออกแนวนโยบายหรือแนวทางใหม่ซึ่งต่างจากฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ หากมีผู้ร้องเรียนเข้ามาแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญ มีความเห็นต่าง หรือความเห็นแย้ง ซึ่งในหลักการของ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้” จะต้องยึดเอาคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก
5. ทางออกของการแก้วิกฤตการณ์ดังกล่าว คือ ต้องกำหนดให้องค์กรทั้งหมดที่เอ่ยถึงในวรรคสอง รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญ มาร่วมกันประชุมแสวงหาทางออก แล้วมอบหมายให้นายกรัฐมนตรีนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อขอพระบรมราชวินิจฉัย ไม่บังควรผลักภาระให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์โดยการยื่นขอพระบรมราชวินิจฉัยดังที่เคยมีผู้พยายามนำเสนอในช่วงวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา ถือเป็นความจำเป็นที่ฝ่ายอำนาจอธิปไตยทั้งสามอำนาจหลักจะต้องหารือร่วมกันกระทั่งได้ข้อยุติ ก่อนจะให้นายกรัฐมนตรี หรือ ประธานรัฐสภานำความกราบบังคมทูลฯ และให้บุคคลไม่ว่าจะเป็น นายกรัฐมนตรี หรือ ประธานรัฐสภา เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เช่นเดียวกับวิธีการทูลเกล้าฯเสนอร่างกฎหมายเพื่อขอพระบรมราชวินิจฉัย
การดำเนินการกระบวนการดังวิธีในข้อ 5 นี้ จะไม่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรง แต่จะถือเป็นการตัดสินใจร่วมกันโดยองค์กรหลักของอำนาจอธิปไตยทั้งสาม ทั้งนี้ อาจมีข้อสังเกตได้ว่า หากในวิกฤตการณ์นั้นๆ มีองค์กรใดองค์กรหนึ่งที่ต้องทำหน้าที่แทนองค์กรอื่นที่ไม่สามารถกระทำการได้ ก็จำเป็นจะต้องเขียนมาตรา 7 เปิดช่องให้องค์กรที่เหลืออยู่นั้น ดำเนินการในกระบวนการที่เป็นธรรมตามหลักนิติธรรมมีธรรมาภิบาล เพื่อร่วมกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และสถาบันหลักอื่นๆ ของชาติ เช่น สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษา ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสวงหาทางออกร่วมกันก็ย่อมกระทำได้
เรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งที่ในที่สุดแล้ว การปฏิรูปตำรวจอย่างถึงแก่น ทางสภาปฏิรูปเห็นควรให้ตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่พิจารณาอีกคำรบหนึ่ง ทั้งที่เรื่องการปฏิรูปตำรวจมีการศึกษามานับครั้งไม่ถ้วน เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายฝ่ายมองว่า อิทธิพลหรืออำนาจของฝ่ายตำรวจเป็นสิ่งที่ยากต่อการเปลี่ยนแปลง มีผู้กล่าวถึงขนาดว่า “หากปฏิรูปตำรวจได้ รัฐธรรมนูญที่กำลังร่างอาจถูกคว่ำได้” ซึ่งเป็นคำกล่าวที่สะท้อนเหตุปัจจัยหลายประการ ผมยังมีรายละเอียดของการปฏิรูปตำรวจและเบื้องลึกเบื้องหลังหลายประการที่จะใช้โอกาสต่อไปในการนำเสนอ วันนี้นำมากล่าวทิ้งไว้เหมือนเป็น “เชื้อไฟ” สำหรับบทความในฉบับหน้า









