เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้ไปร่วมประชุมประจำปีของ AACSB ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการพัฒนาการศึกษาทางด้านบริหารธุรกิจ
ที่เก่าแก่ที่สุดและมีสมาชิกมากที่สุดของโลก ทำให้ไปได้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการศึกษาทางด้านบริหารธุรกิจทั่วโลกที่น่าสนใจหลายๆ อย่าง ดังนั้นในช่วงที่มีวันหยุดยาวแบบนี้ เรามาดูกันในเรื่องข้อมูลที่น่าสนใจเหล่านี้ดูกันนะครับ
ท่านผู้อ่านลองเดาดูครับว่าปัจจุบันมีสถาบันที่สอนทางด้านธุรกิจ (Business Education) อยู่กี่แห่งทั่วโลก? และ ประเทศไหนมีสถาบันที่สอบทางด้านบริหารธุรกิจที่มากที่สุดทั่วโลก? ขอเฉลยเลยนะครับ จากข้อมูลของทาง AACSB ปัจจุบันมีสถาบันที่สอนทางด้านบริหารธุรกิจอยู่ 16,484 แห่งทั่วโลก (ข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์ 2015) สำหรับประเทศที่มีสถาบันด้านนี้เปิดสอนมากที่สุดนั้นได้แก่ประเทศอินเดียครับ มีถึง 3,902 แห่ง สำหรับประเทศไทยก็ไม่น้อยนะครับ มีอยู่ถึง 138 แห่ง (ดังนั้นลองนึกดูว่าปีหนึ่งๆ จะมีผู้จบการศึกษาทางด้านธุรกิจอยู่กี่คน?)
ความน่าสนใจต่อมาก็คือจากจำนวนหลักสูตรที่สอนทางด้านธุรกิจทั่วโลกนั้น ปรากฏว่าหลักสูตรในระดับปริญญาโทนั้นมีมากกว่าหลักสูตรในระดับปริญญาตรี แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มทั่วโลกที่เป็นมานานและน่าจะเป็นต่อไป นั่นคือในระดับปริญญาตรีคนอาจจะเรียนในสาขาต่างๆ แต่เมื่อเข้าสู่ระดับปริญญาโทแล้ว จะเพิ่มวุฒิตนเองทางด้านธุรกิจกันมากขึ้น
อย่างไรก็ดีเมื่อลงไปดูในรายละเอียดของหลักสูตรปริญญาโทแล้ว ข้อมูลกลับชี้ให้เห็นว่าหลักสูตรทั่วๆ ไปอย่างเช่น MBA นั้นกลับเปิดน้อยลง ส่วนหลักสูตรปริญญาโทเฉพาะทางกลับเปิดมากขึ้น ตัวอย่างของหลักสูตรปริญญาโทเฉพาะทาง อาทิเช่น การจัดการมหาบัณฑิต วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการตลาด หรือ สาขาการเงิน หรือ สาขาการกำกับดูแลกิจการ เป็นต้น ซึ่งก็น่าคิดนะครับว่าหลักสูตรยอดฮิตในอดีตอย่างเช่น MBA นั้นถึงคราวตกต่ำแล้วหรือ? ส่วนความต้องการทางด้านหลักสูตรเฉพาะทางที่มากขึ้น แสดงให้เห็นถึงความต้องการของทั้งภาคธุรกิจ และ ตัวผู้เรียนเองที่เพิ่มมากขึ้น
ถ้าเปรียบเทียบไปทั่วโลกแล้ว จะพบอีกครับว่าทวีปยุโรปนั้น จะมีอัตราส่วนของผู้ที่เรียนต่อในระดับปริญญาโทในหลักสูตรเฉพาะทางมากขึ้น ซึ่งผมเองก็สนับสนุนข้อมูลดังกล่าวด้วยครับ เนื่องจากในช่วงหลังเมื่อบัณฑิตของคณะมาให้เขียนหนังสือหรือจดหมายรับรองเพื่อไปเรียนต่อนั้น ถ้าไปในทวีปยุโรปแล้ว ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีใครมาสมัครในหลักสูตร MBA ที่เป็นทั่วๆ ไปเลย มักจะเป็นชื่อหลักสูตรแปลกๆ และจำเพาะเจาะจง หรือ เฉพาะทางมากขึ้น
สำหรับผู้ที่ยังเรียนในหลักสูตร MBA นั้น แนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลกก็คือ สัดส่วนของผู้ที่เรียนในรูปแบบ part-time ซึ่งก็คือเรียนตอนเย็นหรือเรียนในช่วงสุดสัปดาห์นั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็จริงสำหรับประเทศไทยด้วยเช่นเดียวกันครับ ที่เราพบคือหลักสูตรที่ผู้เรียนมีประสบการณ์มาบ้าง เช่น 1-3 ปี และอยากจะเรียนต่อ MBA ด้วยสาเหตุต่างๆ กันไป ก็มักจะไม่อยากลาออกจากงานเนื่องจากเกรงเสียโอกาสในการทำงาน และยอมที่จะเรียนและทำงานไปพร้อมๆ กัน อย่างของที่คณะนั้น หลักสูตรในระดับปริญญาโทที่เป็นที่นิยมมากที่สุดและมีอัตราการแข่งขันสูงสุดก็คือ Young Executive MBA ที่ผู้เรียนจะต้องมีประสบการณ์อย่างน้อย 3 ปี และเรียนตอนเย็นและช่วงสุดสัปดาห์ครับ
มาดูเรื่องที่ไม่ค่อยโสภาสำหรับคนไทยบ้างครับ นั้นคือค่าตอบแทนอาจารย์ที่สอนทางด้านธุรกิจครับ สำหรับผู้ที่จบปริญญาเอกและเข้ามาเริ่มต้นชีวิตอาจารย์นั้นตัวเลขเงินเดือนเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่เดือนละ 165,000 สำหรับอาจารย์ไทยนั้นขอไม่เผยตัวเลขแล้วกันนะครับ แต่ท่านผู้อ่านน่าจะพอเดาได้ครับ
แนวโน้มสุดท้ายก็คือกระแสของสถาบันที่สอนทางด้านธุรกิจนั้น จะเน้นในเรื่องของการสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลกกันมากขึ้น ทั้งการแลกเปลี่ยนนิสิตนักศึกษา อาจารย์ การเปิดปริญญาร่วมกัน การเยี่ยมเยียนของนิสิตและอาจารย์ในรูปแบบต่างๆ อย่างไรก็ดีสำหรับการหามหาวิทยาลัยที่จะสร้างความร่วมมือด้วยนั้น มหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกต่างพยายามที่จะแสวงหามหาวิทยาลัยในประเทศหรือภูมิภาคอื่น ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพทางการศึกษาในระดับนานาชาติเป็นหลัก เพื่อให้มั่นใจว่าสถาบันที่ตนเองไปจับมือด้วยนั้นมีคุณภาพหรือมาตรฐานที่ทัดเทียมกัน
ดังนั้น สถาบันการศึกษาใดก็ตามที่ต้องการขยายหรือสร้างความร่วมมือในระดับนานาชาติที่มีคุณภาพมาตรฐานก็จะต้องพัฒนาตนเองเพื่อให้ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานในระดับนานาชาติ ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยมีเพียง 4 สถาบันที่ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานในระดับนานาชาติ ได้แก่ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาฯ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ธรรมศาสตร์ และ คณะบริหารธุรกิจ นิด้า









